พฤศจิกายน 4, 2010
บันทึกบางที
สมุดบันทึกมีหน้าที่บางอย่างคล้ายกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะมีเสียงประกอบหรือไม่มี หน้าที่ดังนั้นคือการหยิบเลือกบางสิ่งบางอย่าง ตัดมันขาดฉึบฉับจากการเดินทางของเวลา แล้วจองจำมันไว้ในบางสภาวะให้แน่นิ่งไปตลอดกาล
ขณะนี้ผมกำลังกระทำสิ่งนั้นซึ่งหมายถึงสิ่งนี้
แม้ไม่ใคร่จะบอกว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นความจริงที่ถูกหยิบออกมาให้หยุด แต่มันอาจซื่อสัตย์กว่าชีวิตที่เคลื่อนผ่านไปตามเวลา ประสพกับเหตุการณ์หลากหลาย มนุษย์ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ทั้งมุมมอง การรับรู้ วิธีคิด ฯลฯ ผมไม่ได้เชิดชูความซื่อสัตย์หรือเหยียดหยามการเปลี่ยนแปลงใดใด ในทางตรงข้าม ผมรังเกียจการจองจำตัวเองอยู่กับคำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริง และสรรเสริญการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับตัวของตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ การบันทึกจึงเป็นหลักฐานที่พอจะเชื่อถือได้บ้างของการเปลี่ยนแปลง
หลักฐานของวันนี้คืออะไรน่ะหรือ? คือผมกำลังรู้สึกดีน่ะสิ! ดีจนบางทีต้องหันมาบันทึก! r;
มีนาคม 16, 2010
รับ-ผิด-ชอบ
ผมเคยคิดจะเขียนบล๊อกบ่อยๆ
เหมือนเป็นการบ้านของตัวเองที่เขียนเองและส่งเอง
แต่ผมก็มีสมุดบันทึกที่เป็นเล่มๆวางอยู่ในห้องนอนที่ผมก็เขียนมันค่อนข้างบ่อย
ทำไมผมต้องสร้างความรับผิดชอบใหม่ๆขึ้นมาอีก
เพียงเขียนลงในสมุดบันทึกเล่มดังกล่าว
เพียงตอบจดหมายอิเล็กทรอนิคส์
เพียงตอบข้อความในทวิตเต้อ, เฟสบุค, หรือไฮไฟว์
เพียงรับโทรศัพท์ หรือตอบข้อความสั้นทางโทรศัพท์
ไหนจะอะไรต่ออะไรอีกสารพัดที่เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวกับชีวิตเรา
ทำไมต้องสร้างความรับผิดชอบใหม่ๆโดยการเขียนบล๊อกเป็นประจำ
ธันวาคม 14, 2009
ลม(ไม่)หนาว
สวัสดีเจ้าลมหนาว,
ฉันเคยพบเธอเมื่อคราครั้งก่อน เราเคยเดินสวนกันหลายครั้ง ทั้งในชานเมือง ในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย ในร่องหลืบของหุบเขา ในถ้อยคำในหนังสือ ในบทเพลง ในบทกวี ในจินตนาการ ในความฝันยามค่ำคืน หรือแม้แต่ในตอนที่ฉันฝันกลางวัน ฉันไม่สงสัยเลยหากเธอจะจำฉันไม่ได้ แต่ฉันก็แอบคิดหวังว่าเธอจะจำฉันได้บ้างสักนิด แต่คงไม่สินะ
เพราะฉันคงเปนเหมือนคนทั่วไปที่เธอเคยเดินสวนแล้วผ่านผันไป ฉันไม่ใช่คนที่น่าสนใจอะไร ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ชีวิตเธอคงพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา..
แต่ฉันไม่..
เขียน(ไม่)ถึงเธอ
ทำไมทุกเช้าที่ฉันตื่นมันจึงรู้สึกเหมือนวันอาทิตย์, วันอาทิตย์, วันอาทิตย์, วันอาทิตย์อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำอยู่เช่นนั้นเรื่อยมา. วันอาทิตย์คือวันที่ฉันเหงาที่สุด, และว่างเปล่าที่สุดกระมัง. มันไร้ซึ่งภาระแต่การไร้ซึ่งภาระมันคงเหมือนดังการรอคอยภาระอีกเช่นกัน.
ฉันคงคิดถึงคุณมากสินะในวันโดดเดี่ยวเช่นนี้. ดังที่ฉันเคยพูดไปแล้ว ฉันเจ็บแปลบปวดแสบกับความโดดเดี่ยวแต่พร้อมกันนั้นฉันก็แสวงหาความเดียวดาย. ในทุกวันของฉันมันจึงเป็นวันโดดเดี่ยวเช่นกัน และดังนั้นมันก็เป็นวันอาทิตย์ในทุกๆวัน แต่มันไม่ใช่แค่วันอาทิตย์ มันเพียงแต่เป็นเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันอาทิตย์ที่ฉันตื่น. โอ้! ทุกๆวันเป็นดั่งเช้าวันอาทิตย์อันไม่มีที่สิ้นสุด ช่างเหงาและโดดเดี่ยวยิ่ง. Read the rest of this entry »
มิถุนายน 29, 2009
หม่นและเศร้า เหงาและหมอง..
โต๊ะ-เก้าอี้ ตัวเดิม
นั่งริม หน้าต่าง บานเดิม
ในช่วง เวลา เดิมๆ
แต่ฉัน ไม่เคย เหมือนเดิม
ข้อความจืดชืดเรียบเรื่อยเฉื่อยเปื่อยผลุบๆโผล่ๆแว่บไปแว่บมาในความรับรู้ มันอาจผุดขึ้นมาจากภายใต้กระโหลกศีรษะ หรือมันอาจพรวดเข้ามาทางรูหู หรือมันอาจทะลักออกมาจากรูจมูก หรือบางทีมันอาจขย้อนขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรอที่ผลักและดันเอาแ๊ก๊สในท้องไส้ไตตับพุงของข้าพเจ้าขึ้นมา ข้อความจืดชืดนับได้ยี่สิบสามพยางค์พอดิบพอดีนั้น มันอาจไม่มีค่าความหมายใดให้ตีความ อาจเปนเพียงคำเกลื่อนกล่นที่ถูกบ่นก่นออกมาอย่างไร้สาระถึงที่สุด หรือมันอาจเปนถ้อยคำวางเรียงอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับบทกวี ที่มีช่องว่างเว้นวรรคไว้ให้ผู้อ่านทั้งหลายทั้งปวงตีความ ไม่ว่าจะระหว่างพยางค์ ระหว่างคำ ระหว่างวรรค ระหว่างบรรทัด และระหว่างอะไรต่อมิอะไร ตามแต่ใจปรารถนาภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างบางสิ่งของคำเหล่านั้น และภาษาที่ถูกใช้สำหรับการเขียน
และแน่นอนในที่นี้ผมคงจะไม่หยิบข้อความเฉื่อยแฉะน่าเบื่อหน่ายที่ถูกผมสำรอกออกมาวางแปะไว้บนหน้าที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้มาวิเคราะห์สังเคราะห์ตีความให้ท่านผู้อ่านได้รู้สึกเบื่อหน่ายไปมากกว่านี้เปนแน่แท้ เพราะผมคงไม่มีสิทธิอำนาจใดๆที่จะพยายามจูงจมูกให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายนั้นมาเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่แม้ตัวผมเองยังมิอาจเข้าใจมันได้แม้สักเพียงนิดน้อย แต่พร้อมกันนั้น มันกลับนึกขึ้นมาได้ว่าผมก็ไม่มีิสิทธิอำนาจใดๆที่จะบอกกล่าวท่านๆทั้งหลายให้มาตีความหาใจความ ถ้อยความและความหมายของสิ่งที่ผมพ่นออกมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่ท่านเปนผู้อ่าน และหากเชื่อว่าโมเม้นของการเขียนของคนที่ทำหน้าที่เขียนได้ผ่านไปแล้ว และผู้เขียนก็หมดความสามารถและความชอบธรรมในการยึดกุมเกาะเกี่ยวเหนี่ยวและรั้งความหมายของข้อเขียนที่ถูกเขียนออกมาแล้ว ใจความทุกสิ่งอย่างมันจึงกลายเปนสิ่งเปิดโล่งที่พร้อมจะกลายสภาพไปเป็นช่องว่างให้ได้ถูกแต่งเติม เสริมทา ระบายสี ฯลฯ ลงไปจนกว่าท่านผู้อ่านจะพอใจและเหนดีเหนงามไปกับมัน
ก่อนที่ผมจะสำรอกเอากองภาษาที่จุกคับอยู่ในทางเดินอาหารออกมาอีกกองหนึ่งจนอาจทำให้ท่านผู้อ่านต้องอึดอัด คลื่นเหียน ชวนอาเจียนแล้วล่ะก็ ผมคิดว่าผมควรหยุดถ่ายถ้อยคำเหล่านี้ไว้เพียงเท่านี้ และหากโอกาสที่เหมาะสมมาเยือน ข้าพเจ้าคงมีโอกาสได้สำรอกออกมาให้ท่านเชยชมอีกสักครั้ง-สองครั้งเปนอย่างน้อย เพื่อมาวิเคราะห์ดูว่า ตัวฉันนั้นได้รับประทานสิ่งใดลงไปบ้าง และเหตุอันใดตัวผมจึงอาเจียนเอาสิ่งเหล่านั้นออกมา หากท่านจะกรุณา หวังว่าข้าพเจ้าจะได้รับโอกาสเช่นนั้น อีกสักครั้งสักครา
ป.ล. หากท่านรู้สึกว่าข้อความในกล่องนี้กับหัวเรื่องที่ถูำกให้มันดูไม่ลงรอยไม่เข้ากัน ก็ขอให้ถือว่าเปนความอ่อนด้อยทางภาษาและความคิดอ่านของข้าพเจ้าเอง เพราะ้ต้องขอสาำรภาพตามตรงว่าข้าพเจ้ามิอาจตั้งชื่อให้กับมันได้ หรือบางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องมีชื่อ แต่ชื่อของมันในครั้งนี้ถูกเขียนขึ้นก่อนข้อความข้างล่าง และข้าพเจ้าก็เกียจคร้านเกินกว่าจะลบมันออกและเขียนขึ้นใหม่
มกราคม 12, 2009
the orphanage : อดีตหลอน
ข้อเขียนชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงหลังจากที่ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแ้ล้วสองสัปดาห์ (ได้ไปดูประมาณสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดยาวช่วงปีใหม่) ผมพยายามเขียนแบบหยิบเลือกและสรุปเนื้อหาบางตอนสลับกับการวิเคราะห์โดยพยายามเขียนให้เป็นเนื้อเดียวกันที่สุด ผิดพลาดประการใด/อ่อนหัดอย่างไร ก็ต้องขออภัยต่อการทำให้ท่านผู้อ่านเสียเวลามา ณ ที่นี้ และผมขอรับความโง่เขลาไว้โดยผู้เดียว
……
เผยแพร่ครั้งแรกที่ cinemania@blogazine.prachatai.com เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552
::ข้อเขียนชิ้นนี้เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์::
1. จุดเริ่มต้นของจุดจบและ/หรือจุดเริ่มต้นอันใหม่
เรื่องราวปัจจุบันในภาพยนตร์บอกให้เรารู้ว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น Laura (Belén Rueda) เคยใช้ชีวิตช่วงเวลาหนึ่งอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งก่อนที่เธอจะถูกรับไปเลี้ยง สถานเลี้ยงเด็กนั้นอาจเรียกว่าอยู่ในพื้นที่ชนบทซึ่งห่างไกลผู้คน ตั้งอยู่ไม่ไกลชายหาดและทะเลซึ่งมีประภาคารสูงใหญ่คอยส่องไฟนำทาง และถ้ำอีกอันหนึ่ง, สถานที่ซึ่งเป็นอดีตแห่งความทรงจำของเธอ … 30 ปีต่อมา Laura กลับมาที่แห่งนี้อีกครั้ง เมื่อเธอ, สามีของเธอ – Carlos (Fernando Cayo), และ Simón (Roger Príncep) ลูกชายของทั้งคู่ (ซึ่งเป็นลูกที่ทั้งคู่รับมาเลี้ยง) ย้ายเข้ามาใน “บ้าน” หลังนี้ สองสามีภรรยาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหลังนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เพื่อทำให้มันกลับมาเป็นสถานเลี้ยงเด็กอีกครั้งหลังจากถูกทิ้งร้างไป
ตั้งแต่เปิดเรื่องได้ไม่นาน ตัวภาพยนตร์เปิดให้เรารับรู้ว่า Simón มีเพื่อนสองคนซึ่งพ่อแม่ของเขามองไม่เห็น! และเมื่อพวกเขาย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ Simón ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่คนหนึ่งในตอนที่ Laura พาเขาเข้าไปเล่นในถ้ำ! และตามมาด้วยเพื่อนใหม่อีก 5 คนในบ้านหลังนั้น , เด็ก 6 คนที่ไม่มีใครมองเห็น!
Simón ได้ชวนให้ Laura ร่วมเล่นเกมไขปริศนาผ่านสิ่งของกับเพื่อนที่มองไม่เห็นของเขา (ซึ่ง Laura มารู้ในภายหลังว่าพวกเธอและเขาเหล่านั้นคือเพื่อนในวัยเด็กของเธอ), เกมซึ่งสิ่งของต่างๆในฐานะที่เป็นคำใบ้สู่ปริศนาจะถูกวางอยู่อย่างผิดที่ผิดทาง และผู้เล่นต้องนำของเหล่านั้นแต่ละอันกลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นทีละอันๆจนพบคำตอบ, มันจึงเป็นเกมที่เล่นกับการสังเกต การรับรู้ ความเป็นระเบียบ ลำดับ ความคุ้นเคย และที่สำคัญคือความทรงจำ.. หลังเกมรอบแรกจบลงที่แฟ้มประวัติของ Simón ซึ่งมีข้อความหนึ่งที่บอกว่าเขาเป็นพาหะของโรคเอดส์ (HIV carrier แปลจาก portador del VIH) ทั้งคู่มีปากเสียงกัน Simón โกรธมากที่แม่และพ่อของเขาโกหกว่าเขาเป็นลูกจริงๆ ทั้งที่เขาถูกรับมาเลี้ยง นอกจากนั้น มันยังทำให้เขารู้ว่าถ้าเขาไม่กินยา ไม่นานเขาก็จะตาย
ธันวาคม 16, 2008
1:19
1:19, เวลาอันปรากฏของเสียงโทรศัพท์ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว
ค่ำคืนอันเหน็ดเหนื่อยยาวนานที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวที่ปลายขั้วหัวใจ ผมนั่งเหม่อมองหมู่ดาวเรื่อยเปื่อยเรื่อยไป สลับกับการหันมาจ้องมองหน้าจอว่างเปล่าที่รอคอยตัวหนังสือจำนวนมาก ในขณะนั้น ผมตระหนักและรู้สึกถึงการมี/ดำรงอยู่ของนิ้วมือที่แข็งทื่อทั้งสิบนิ้วและ สมองอีกหนึ่งก้อนที่เฉยชา ในระหว่างที่ผมตั้งใจอย่างสุดเหยียดที่จะเขียนนวนิยายรักเรื่องแรกในชีวิตให้สำเร็จเสียสักทีหนึ่งหลังจากทิ้งมันค้างเติ่งอยู่ในร่องหยักเส้นใดเส้นหนึ่งบนสมองและทิ้งร้างอีกหลายส่วนไว้ในกองกระดาษยับยู่ยี่กองนั้นที่ไม่รู้ว่าจะถูกคุ้ยขึ้นมาเมื่อไร แต่ไม่ว่าจะเค้นจะคั้นมันสักเท่าใดมันก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน กองสำรอกทางภาษายังมิอาจเคลื่อนผ่านร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยค่อยๆตายไปร่างนี้ของผมได้เสียที.. ในชั่วขณะนั้นเอง ผมได้ยิน รับรู้ รู้สึก ถึงเสียงแว่บแว่วบางเสียงบางอย่าง จับใจความได้อย่างคลับคล้ายคลับคลาในทำนองที่ว่า “ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ” ผมไม่แน่ใจว่ามันใ่ช่ประโยคนั้นจริงหรือไม่ และผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันใช่หรือไม่ แต่ผมก็จดจำประโยคนั้นได้นานแสนนาน บางทีมันอาจไม่เคยมีเสียงแว่วนั่น ผมอาจสร้างมันขึ้นมาเองก็ได้ ผมไม่อาจตอบคำถามยากๆเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องความรู้สึก ความจด ความจำ ความรับรู้ มักเปนเรื่องยากที่จะตัดสินยากที่จะคิดยากที่จะทบทวนสำหรับผมเสมอ โอ้ววไม่! เสียงนั้นดังอีกครั้ง แต่กึกก้องขึ้น มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ผมได้ยินเสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง แก้วหูที่สั่นไหว เสียงนั้นเบียดแทรกผ่านเสียงเพลงของ the mars volta ที่ผมกำลังฟังอยู่ “ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆๆๆๆ ๆๆ ๆๆ ๆ….” เสียงดังก้องเนิ่นนาน สะท้อนไปมา ดังบ้างเบาบ้าง ทุ้มบ้างแหลมบ้าง วนเวียนอยู่ในรูหู ในร่องหู ในหลอดหู ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอะไรเกี่ยวกับหู ผมว่าเสียงนั้นมันเบียดชิดกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหู
ปรี๊ดดดดด! ปรี๊ดดดดดดด!
จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น มันสอดแทรกผ่านทั้งเสียงเพลงที่ผมเปิดไว้เปนเพื่อนหู และเสียงกู่ร้องเชิงเหยียดหยามจากดินแดนไกลโพ้นที่เสือกมาดังก้องอยู่ในร่องหูผมที่ว่าผมกำลังขาดแรงบันดาลใจ ผมหันไปคว้ามันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ผมยังไม่กล้ากดรับสายในทันที ผมฉวยโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเร็วนั้น เหตุผลประการสำคัญประการหนึ่งคือมันเปนเสียงเพลงที่ผมตั้งไว้สำหรับเธอเท่านั้น เสียงเพลงที่ผมตั้งไว้เพื่อรอเธอโทรมา ตั้งแต่ตอนที่เรายังมีกันและกันอยู่แนบชิดแนบแน่น มากไปกว่านั้น พูดไ้ด้ว่าการที่ผมหยิบฉวยโทรศัพท์อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เพราะมันกำลังสอดเสือกห้วงภวังค์ของความงงงงวยแต่อย่างใด แต่ที่ผมไม่กล้ารับโทรศัพท์นั้น เปนเพราะว่าผมตกใจปนแปลกใจอย่างมโหฬารมหาศาลที่เธอโทรเข้ามาหาผม มันช่างประหลาด เพราะเธอไม่เพียงแต่ไม่โทรหาผมนานแล้ว แต่เธอยังไม่รับโทรศัพท์ผมมาเปนเวลานานแสนนานแล้ว ..พร้อมๆกับอีกความรู้สึกหนึ่งคือ ผมขลาดและหวาดกลัวเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงเธอ.. (เรื่องนี้ยังขยายได้อีกยาว แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะเขียนในวันนี้.. ถ้างั้น ผมขอติดไว้ก่อนแล้วกัน)
หลังจากที่ผมกดรับโทรศัพท์ สำเนียงและน้ำเสียงอันคุ้นเคยแว่วผ่านโทรศัพท์มา เสียงนั้นทำให้ผมนึกถึงรอยยิ้มอันสดใสของสาวงามคนหนึ่ง สายตา และรอยยิ้ม ที่ผมไม่เคยจะมีวันลืม และไม่มีทางที่จะลืมมันไปได้แม้ว่าโลกนี้จะแตกสลายไปอีกสักร้อยพันหมื่นแสนล้านรอบก็ตาม เสียงนั้นทำให้ผมพูดไม่ออกเลยในทันทีเลยเทียว ผมนิ่งอึ้งอยู่นานโดยที่ไม่รู้ว่านานเท่าไร มันอาจนานกว่าเจ็ดร้อยล้านปีแสงหรือบางทีมันอาจสั้นเพียงหนึ่งจุดเจ็ดแปดเก้าวินาทีเท่านั้น.. ผมไม่ทราบ.. ผมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาเคลื่อนตัวหมุนไปเปนจังหวะ แต่ความรู้สึกของผมกลับเหมือนกาลเวลาของสรรพสิ่งหยุดอยู่อย่างนิ่งสนิท ไม่มีลมไหวปะทะผิวหน้า ไม่มีหยาดเหงื่อ ไม่รู้สึกถึงขนแขนที่ลุกชัน และไม่รู้สึกถึงรอยยิ้มที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผมหลังจากมันไม่โผล่ขึ้นมานานแล้ว ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็หลังจากที่ผมได้บอกเธอไปว่าผมคิดถึงเธอมาก คิดถึงแทบบ้า คิดถึงแทบตาย คิดถึงแทบขาดใจ คิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าอะไร แต่ทั้งหมดนั้นผมพูดมันไปด้วยคำๆเดียวคือ “คิดถึง” ถ้อยคำสั้นๆมีผมพยายามเก็บรวมความหมายมากมาย แต่สุดท้ายก็เปนได้แค่คำที่จองจำความหมายมากมายนั้นไว้ โดยที่ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอจะรู้สึกกับคำโง่ๆแค่ว่า “คิดถึง” อย่างไรบ้าง.. เมื่อประโยคนั้นจบลง ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของฝ่ามือ ที่มีเม็ดเหงื่ออุ่นๆจำนวนมหาศาลกระจายอยู่ไปทั่ว ผมรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่กำลังหนาชา ที่มีหยดเหงื่อจำนวนมากผุดขึ้นมา ผมรู้สึกถึงรักแร้ที่เปียกชื้นจนมาถึงเสื้อสีขาวตัวบางที่ผมใส่นอน ผมรู้สึกถึงอะไรต่อมิอะไรที่ทั้งชวนให้ตื่นเต้นตื่นตาและชวนให้ขยะแขยงจนกลั้นอาเจียนแทบไม่ทัน ฯลฯ ฯลฯ เวลาหยุดลงอีกคราเมื่อเธอตอบกลับมาว่า “เหมือนกัน”.. ในหะแรกที่ได้ยินเสียงนั้น ผมดีใจสุดขีดสุดเหยียดอย่างที่แทบทำอะไรไม่ถูกไม่ผิดไม่รู้ไม่ทราบไม่ดีไม่ชั่ว ผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป ได้แต่ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม และยิ้ม และ และ และ ฯลฯ… เราคุยกันอยู่ไม่นานจากนั้น เราสนทนาท่ามกลางกาลเวลาอันหยุดนิ่งงันของผม ประโยคข้อความต่างๆพุ่งสอดทะลุและปะทะทำลายกำแพงที่มองไม่เหนที่เคยก่อตัวขึ้นระหว่างเรา หลังจากถ้อยคำจำนวนไม่มากไม่น้อยจำนวนหนึ่งถูกแลกเปลี่ยนผ่านโทรศัพท์ เราก็เอ่ยคำร่ำลา ผมออดอ้อนเธอเล็กน้อยว่าจะโทรไปหาเธอ แล้วเราคงได้คุยกันอีก แล้วเธอก็วางสายไป
ผมรู้สึกเหมือนเวลาหมุนเดินอีกครั้งหนึ่ง แล้วผมก็กลับมานั่งทบทวนว่าเราคุยอะไรกันไปบ้าง.. แต่ยังไม่ทันได้ทบทวนไปสักเท่าไร.. น้ำตาจำนวนมหาศาลก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาสองข้างของผม.. โดยที่ผมไม่อาจตอบว่ามันเปนเพราะเหตุใด มันไหลออกมาด้วยเหตุผลอะไร และทำไมมันต้องไหล มันเปนน้ำตาของความสุขหรือเศร้าหรือเขลาหรือโง่หรืออะไรก็ตาม.. ผมตอบไม่ได้
ในชั่วขณะเดียวกันนั้น ผมกลับมานึกถึงคำที่เธอบอกว่า (เธอก็คิดถึงผม) “เหมือนกัน” — แน่นอน ข้อความในวงเล็บนั้น เธอไม่ได้พูด แต่ผมคิดเอาเอง.. เพราะเธอพูดเพียงแค่ว่า “เหมือนกัน” หลังจากที่ผมบอกเธอไปว่า “คิดถึง” .. เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผมค่อยๆเริ่มรู้สึกอย่างช้าๆว่าผมกำลังเศร้าแบบแปลกๆ รู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เกิด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ว่าเธอจะคิดถึงผมหรือไม่มันก็พ้นวิสัยที่ผมจะสามารถตอบได้ และมันคงเปนการไม่เปนเรื่องหากผมจะโทรกลับไปเพื่อถามหาคำตอบจากปากของเธอ.. จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบเข้ามาในหัว.. ผมคิดไปว่า บางที คำว่า “เหมือนกัน” อาจเปนคำตอบที่เซฟที่สุด คนพูดไม่ต้องเอ่ยปากคำใดๆ พร้อมกับให้คนฟังไปคิดกันต่อเอาเอง คนพูดไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเปลืองตัว เปนคำตอบของคนฉลาด.. ซึ่งในขณะที่คำกล่าวนั้นจบลง คำตอบของคนฉลาดดำๆนั้นมันก็ทำให้คนโง่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวอย่างไม่อาจอธิบาย
ผมยังคงร้องไห้..
ผมยังคงร้องไห้.. อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ยอมให้จบแบบนี้หรอกเพราะมันจะดูอ่อนแอเกินไป ดูน่าเบื่อเกินไป ดูไม่สนุกเกินไป.. ดังนั้น ในระหว่างที่ผมกำลังร้องไห้ให้กับบทสนทนาระหว่างผมและเธอที่พึ่งเกิดขึ้นและจบไปเมื่อสักครู่นี้ ร้องไห้ให้กับความรักที่ผ่านพ้นไปแล้วของผมและเธอ ร้องไห้ให้กับความหวังและความปรารถนาให้เธอกลับคืนมาใกล้ชิดกับผมอีก.. ขณะเดียวกันนั้น ผมก็ค่อยๆเคาะนิ้วมือทั้งสิบลงบนแป้นพิมพ์ ทีละนิ้ว ทีละตัว ทีละแป้น ตัวอักษรต่างๆที่ผมเคาะ ประกอบขึ้นเปนคำ เปนประโยค จนเปนเรื่องราวยืดยาว ผมนั่งประพันธ์เรื่องราวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเคล้าไปกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลเือื่อยอาบแก้ม สะอึกสะอื้น สะอึกสะอัก หยิบกระดาษชำระแผ่นหนามาเช็ดน้ำมูกเปนระยะๆ สลับกับการเคาะแป้นอักษร.. และแล้วนวนิยายรักที่ผมคาดหมายว่าจะเขียนให้จบเร็วที่สุดนั้น ในที่สุดก็ค่อยๆถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนั้นเอง มันถูกเขียนออกมาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้ว บรรทัดเล่า ผมรู้สึกได้ถึงการที่นิ้วมือข้อมือข้อศอกท่อนแขนหัวไหล่และหัวสมองของผมช่างสุดแสนพริ้วไหวเหลือเกินในชั่วขณะนี้..
ในระหว่างนั้นเอง… ผมสงสัยว่า นี่ใช่ แรงบันดาลใจ ไหมนะ?
พฤศจิกายน 18, 2008
แดนอรัญ แสงทอง
ผมเพิ่งจะเขียนถึงบุคคลผู้นี้เมื่อคราวที่แล้วนี่เอง (โปรดดูโพสก่อนหน้า) และยังไม่ทันจะเขียนเรื่องของตัวเอง หรือเขียนเรื่องอื่นๆๆ ผมกลับต้องมาเขียนถึงบุคคลผู้นี้อีกครั้ง……
“แดนอรัญ แสงทอง” นามปากกาของคนผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า “สเน่ห์ สังข์สุข” เขาเป็นนักเขียนคนหนึ่ง เป็นผู้เขียนคนหนึ่ง เป็นผู้ประพันธ์คนหนึ่ง เป็นนักแปลคนหนึ่ง เป็นนักอ่านคนหนึ่ง และเป็นอะไรๆต่ออะไรอีกตั้งมากตั้งมายตั้งก่ายตั้งกอง
ผมได้ยินชื่อของบุคคลผู้นี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ได้ยินพร้อมๆกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเคยเขียน จากคำแนะนำของคุณFxxkNoEvil หนังสือเล่มนั้นคือ “เงาสีขาว” หนึ่งในหนังสือเล่มโปรดซึ่งมีอยู่ไม่กี่เล่มของผม หนังสือซึ่งอ่านแล้วรู้สึกได้ถึงกระแสธารที่ไหลบ่ารุนแรงจากแรงปรารถนา ความพรวดพราดพลุ่งพล่านของความคิดฝันและความเพ้อคลั่งซึ่งไม่รู้มันต่างกันตรงไหน หนังสือซึ่งเป็นอะไรอะไรอะไรอะไรอะไรอีกมากมาย ฯลฯ
..หากลองถามว่า “คนไทย” (ไม่อยากใช้คำนี้เลยจริงๆ แต่พูดจริงๆเหอะ วันนี้ผมขี้เกียจเขียน ขี้เกียจพิม ขี้เกียจคิด ต่างๆนาๆ เป็นบ้าเลยล่ะ) รู้จัก แดนอรัญ แสงทอง ไหม?
ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะตอบอย่างไร.. ซึ่งถ้าอยากรุ้ก็คงต้องไปถามกันเอาเอง
แต่ที่ผมพูดถึงบุคคลนามนี้ในกาละนี้และเทศะนี้ คงเป็นเพราะ…… (ผมขี้เกียจพิมแล้ว ขออนุญาตตัดแปะเลยละกัน)
::: ข้อความที่ท่านกำลังจะได้อ่านข้างล่างนี้ ผมหยิบมาจาก “แดนอรัญ แสงทอง อัศวินหรือขบถวรรณกรรม?” :::
“แดน อรัญ แสงทอง ได้รับการอวยยศให้เป็น “อัศวิน” ได้รับอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier De L”Ordre Des Arts Des Lettres จากกระทรวงวัฒนธรรมและการสื่อสารของประเทศฝรั่งเศส เป็นนักเขียนชาวไทย “คนแรก” และ “คนเดียว” ที่ได้รับเกียรติยศนี้”
“เงาสีขาว …. มีเนื้อหา และถ้อยคำแสดงถึงความรุนแรงทางสังคม ศาสนา และที่สำคัญคือความรุนแรงทางเพศ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หลายคนวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงประเด็นทางศีลธรรม และกลายเป็นผลงานที่ถูกปฏิเสธจากคนที่นับถือความดีในสังคมไทย โดยมองข้ามพลังทางวรรณศิลป์และศิลปะที่โดดเด่นอย่างยากจะอธิบาย ในปี พ.ศ.2536 เงาสีขาวเข้าสู่รอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์ แต่ด้วยเนื้อหาที่คิดว่าหมิ่นเหม่ คณะกรรมการจึงลงมติให้ขับเงาสีขาวออกจากการเสนอชื่อ นี่คือปฏิกิริยาจากบรรณพิภพไทย”
“อสรพิษ กลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในหลายมหาวิทยาลัยฝั่งยุโรป และยังเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มโปรดของโฆเซ่ มูรินโญ อดีตผู้จัดการทีมเชลซี (ผจก.อินเตอร์ มิลาน คนปัจจุบัน — themadmon) นักข่าวจากทั้งจากสวิสเซอร์แลนด์ อิตาลีตามหาตัวนักเขียนกันให้ควั่กเพื่อหวังสัมภาษณ์ แต่ในประเทศไทย แม้อสรพิษจะมียอดพิมพ์เพียง 2,000 เล่ม ทว่าก็ยังวางอยู่ที่สำนักพิมพ์เป็นกองสูง” (ห้องสมุดปรีดีฯมีหนังสือเล่มนี้ครับ นั่งอ่านแว่บเดียวก็จบ เชิญไปแวะหาอ่านกันได้หากไม่เจอตามร้านหนังสือ, งานหนังสือปีล่าสุด ก็มีขายนะครับ — themadmon)
ผมคงไม่พูดอะไรให้มากความไปกว่านี้ ของแบบนี้ บางทีก็ต้องลองด้วยตัวเองครับ
ตุลาคม 22, 2008
ตัวผม, งานหนังสือปีนี้ และรถเมล์คันหนึ่ง
บนเก้าอี้ตัวมุมลึกสุดฝั่งเดียวกับคนขับ บนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 40, ผมนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง, “ดวงตาที่สาม” เรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนผู้ซึ่งทำให้ผมประทับใจจาก “เงาสีขาว” – แดนอรัญ แสงทอง (นามปากกา), ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาพร้อมๆกับ “มาตานุสติ” และ “เจ้าการะเกด” ของผู้เขียนเดียวกันจากบูธ “สามัญชน” ใน “งานหนังสือ”(มหกรรมหนังสือระดับชาติ) ปีล่าสุด – ปีนี้ – และวันนี้, 22 ตุลาคม 51, เมื่อประมาณสอง-สามชั่วโมงก่อนหน้าตอนที่ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น
หลังจากทะเลาะกับตัวเองอยู่หลายคราหลายยก ผมก็สามารถเอาชนะความขี้เกียจในตัวเองได้อย่างฉิวเฉียดเปนที่สุด ตัดสินใจพาร่างกายเข้าไปชำระล้างในห้องน้ำ… ก่อนที่จะพาตัวออกจากห้องสี่เหลี่ยมเพื่อไปอยู่ในพาหนะสี่เหลี่ยม!, รถประจำทาง และ รถไฟฟ้า, เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ตึกหลายเหลี่ยม ที่เรียกว่าศูนย์ประชุมฯ, ที่ผมแวะเวียนมาไม่บ่อยนัก แต่ก็ค่อนข้างมีความเป็นประจำระดับหนึ่งอยู่, “งานหนังสือฯ” — ไม่ว่าชื่อเปนทางการมันจะเปนยังไงก็ตาม ผมก็เรียกมันอย่างนั้น.. เรื่อยมา เรื่อยไป
หนังสือสามเล่มที่ได้เอ่ยถึงไปในย่อหน้าแรกนั้น หากนับเวลาเปนช่วงที่ยาวนานกว่านับเปนนาทีหรือชั่วโมง คงไม่ผิดที่ผมจะบอกว่ามันถูกซื้อมาพร้อมๆกับหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง, “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏฯ” ของ อ.ประจักษ์ (ก้องกีรติ) — “เพศฯ” ของ อ.ธเนศ (วงศ์ยานนาวา) — “ชาติ ศาสนา ซาชิิิมิ” ของพี่โญ(ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) — “ฟ้าเดียวกัน” และ “อ่าน” เล่มล่าสุด
บนเก้าอี้ตัวนั้น ลมเย็นเฉียบจากเ ครื่องปรับอากาศปะทะผิวหน้าผมอยู่แทบจะตลอดเวลา ใบหน้าเย็นยะเยียบนั้น, ซึ่งเปนฉากของดวงตาทั้งสองของผมที่จับจ้องลงบนหนังสือที่ชื่อว่า “ดวงตาที่สาม” ไล่เรียงอ่านตามทีละตัวอักษร คำ บรรทัด ย่อหน้า หน้ากระดาษ, หันไปหันมาสลับไปมาระหว่างหน้ากระดาษกับทิวทัศน์เบื้องนอกที่ถูกมองผ่านกระจกบานหนาที่ถูกไอเย็นและเม็ดฝนจับอยู่ทั่วไปหมด เนื่องจากผมไม่ค่อยได้ขึ้นรถเมลสายนี้ในระยะทางยาวๆ และในแต่ละครั้งที่ขึ้นผมก้มักไม่ได้สังเกตทิศทางการเดินรถมากนัก เมื่อประกอบกับวันนี้ซึ่งสมาธิผมจับจ้องอยู่กับตัวหนังสือ, เส้นทาง และ ระยะทาง จึงไม่ได้ถูกผมประเมินค่าความหมายและให้ความสนใจ ผมเพียงแต่ขยับสายตาไปจับจ้องนาฬิกาบนข้อมือเพื่อดูว่าเข็มนาฬิกาเคลื่อนไปอยู่ตรงไหนแล้วเพื่อให้ตัวผมเองได้ทราบเวลา แต่ไม่จำเปนต้องทราบสถานที่อันแน่นอนในขณะนั้น แค่มองเห็นว่าผมยังไม่ถึงจุดหมายที่ต้องลงก็พอ
การจราจรเป็นไปอย่างไม่สะดวกนัก แต่มันกลับสะดวกยิ่งนักที่จะทำให้ผมสามารถนั่งจดจ่อกับตัวอักษรได้นานๆ โดยไม่มีผลกระทบกระเืทือนต่อสายตา ดังเช่นบางครั้งบางคราที่ผมมักจะปวดตายิบๆหรือปวดหัวเบาๆตึบๆเวลาอ่านหนังสือบนรถประจำทางที่เคลื่อนที่ ตัวอักษรถูกมองเห็นและอ่านผ่านไปทีละตัว ทีละคำ ประโยค บรรทัด ย่อหน้า… นิ้วมือผมพลิกเปิดหน้ากระดาษผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า.. เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆดังที่ผู้เขียนได้วางเอาไว้ (ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีโอกาสมา fix ความหมายได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม) รถประจำทางก็ค่อยเคลื่อนไป.. ช้าบ้างเร็วบ้าง.. ตัวผมก็เคลื่อนไปตามรถคันนั้น.. แน่นอน! ชีวิตผมก็กำลังเคลื่อนไปเ่ช่นกัน เคลื่อนผ่านตัวอักษร ข้ามผ่านกาลเวลา ก้าวผ่านซ้อนไปซ้อนมาบนพรมแดน เส้นแบ่ง ของ สถานที่ต่างๆ เคลื่อนผ่านจินตนาการ ความฝัน ความจริง ฯลฯ
ผมลุกจากเก้าอี้ตัวนั้น เพื่อก้าวเดินออกจากประตูรถคันนั้น.. รถเมลคันนั้นเคลื่อนตัวผ่านไป รถคันนั้นมีเส้นทางของมัน เส้นทางประจำของมัน ซ้ำไปซ้ำมา.. แล้วชีวิตผมเล่า? มันก็ซ้ำซากพอกันมิใช่หรือ.. ขึ้น-ลง รถประจำทางคันแล้วคันเล่า ที่ป้ายเดิมๆ วันแล้ววันเล่า เดินทางไปในสถานที่ซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. เดินทาง.. เพียงเพื่อให้กลับมาหยุด และเดินทางต่อ ในสถานที่เดิมๆ
“ดวงตาืีที่สาม” ถูกอ่านจบลงไปอย่างรวดเร็ว.. ตัวละครแต่ละตัวในโลกของ “ดวงตาที่สาม” พบความคลี่คลายในตัวเอง.. แต่ชีวิตของผม และเราๆท่านๆทั้งหลายเล่า.. มันคลี่คลายไปอย่างไร เรามองเห็นเรื่องราว มองเห็น plot ในชีวิตหรือไม่? ผมคงตอบคำถามเหล่านี้แทนใครไม่ได้.. เพราะเราๆท่านๆ ยังไงก็คงสามารถ “เขียน” เรื่องราว/เรื่องเล่าของชีวิตตัวเองได้บ้าง มันก็เปรียบดังนิยายหรือเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกเขียน.. แต่มันคงมิใช่เมจิคัล เรียลลิสม์ หรือเซอร์เรีียลลิสม์เป็นแน่!
สิงหาคม 18, 2008
‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights
[ เผยแพร่ครั้งแรก blogazine@prachatai : เมษายน 2008 ]
ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง ‘หว่องการ์ไว‘ (Wong Kar Wai) ที่เพิ่งเข้าฉายให้ผู้ชมในดินแดนประเทศไทยได้ชมกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านมา ( 2008 ) ที่มีชื่อว่า My Blueberry Nights นั้น อาจมีประเด็นต่างๆ นานาให้สามารถสร้างบทสนทนากันได้มากมายและยาวนาน แต่สำหรับในที่นี้นั้น ผมอยากจะ ‘หยิบเลือก‘ เพียงบางประเด็นมา ‘อ่าน‘ หรืออีกนัยหนึ่ง ‘สนทนา‘ เกี่ยวกับ ‘ตัวละคร‘ ในภาพยนตร์ดังกล่าว ภายใต้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ‘ความทรงจำ‘ ซึ่งสะท้อนร่วมกับความคิดเกี่ยวกับ ‘เวลา‘
ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ต่างก็มี ‘ความจำ/ความทรงจำ‘ ในฐานะที่เป็น ‘เรื่องราว/เรื่องเล่า‘ ในบางส่วนเสี้ยว หรือในบางแง่มุมของชีวิต ซึ่ง ‘เรื่องราว‘ ดังที่ว่านี้อาจมีสถานะเป็นทั้ง ‘แรงขับดัน‘ ให้กับชีวิต-ในการก้าวไปสู่ ‘อนาคต‘, อาจเป็น ‘โซ่ตรวน‘ หรือแม้กระทั่ง ‘กรงขัง‘ แห่งชีวิต-ให้ติดอยู่กับ ‘อดีต‘, หรือในบางครั้ง บางเรื่องราว, บางความทรงจำ ก็อาจไม่ได้เป็นทั้งพลังขับเคลื่อนและ/หรือพลังฉุดรั้งใดๆ ต่อชีวิตเลย
สำหรับความคิดเรื่อง ‘ความทรงจำ‘ นั้น เราๆ ท่านๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่ถูก ‘หยิบเลือก‘ และรวมไปถึงการ ‘ตัดทอน‘ จากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ต่างพบเจอในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต เป็นเรื่องของ ‘การเลือก‘ ที่จะ ‘จดจำ‘ หรือ ‘ลืมเลือน‘ บางสิ่งบางอย่าง, บางเหตุการณ์, และแม้กระทั่งคนบางคน ให้ ‘อยู่‘ หรือ ‘ไม่อยู่‘ ในชีวิต หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้น, อยู่หรือไม่อยู่ในความทรงจำ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า การหยิบเลือกหรือตัดทอนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นภายใต้ ‘การให้ความหมาย‘ หรือ ‘คุณค่า‘