06.29.09
หม่นและเศร้า เหงาและหมอง..
โต๊ะ-เก้าอี้ ตัวเดิม
นั่งริม หน้าต่าง บานเดิม
ในช่วง เวลา เดิมๆ
แต่ฉัน ไม่เคย เหมือนเดิม
ข้อความจืดชืดเรียบเรื่อยเฉื่อยเปื่อยผลุบๆโผล่ๆแว่บไปแว่บมาในความรับรู้ มันอาจผุดขึ้นมาจากภายใต้กระโหลกศีรษะ หรือมันอาจพรวดเข้ามาทางรูหู หรือมันอาจทะลักออกมาจากรูจมูก หรือบางทีมันอาจขย้อนขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรอที่ผลักและดันเอาแ๊ก๊สในท้องไส้ไตตับพุงของข้าพเจ้าขึ้นมา ข้อความจืดชืดนับได้ยี่สิบสามพยางค์พอดิบพอดีนั้น มันอาจไม่มีค่าความหมายใดให้ตีความ อาจเปนเพียงคำเกลื่อนกล่นที่ถูกบ่นก่นออกมาอย่างไร้สาระถึงที่สุด หรือมันอาจเปนถ้อยคำวางเรียงอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับบทกวี ที่มีช่องว่างเว้นวรรคไว้ให้ผู้อ่านทั้งหลายทั้งปวงตีความ ไม่ว่าจะระหว่างพยางค์ ระหว่างคำ ระหว่างวรรค ระหว่างบรรทัด และระหว่างอะไรต่อมิอะไร ตามแต่ใจปรารถนาภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างบางสิ่งของคำเหล่านั้น และภาษาที่ถูกใช้สำหรับการเขียน
และแน่นอนในที่นี้ผมคงจะไม่หยิบข้อความเฉื่อยแฉะน่าเบื่อหน่ายที่ถูกผมสำรอกออกมาวางแปะไว้บนหน้าที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้มาวิเคราะห์สังเคราะห์ตีความให้ท่านผู้อ่านได้รู้สึกเบื่อหน่ายไปมากกว่านี้เปนแน่แท้ เพราะผมคงไม่มีสิทธิอำนาจใดๆที่จะพยายามจูงจมูกให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายนั้นมาเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่แม้ตัวผมเองยังมิอาจเข้าใจมันได้แม้สักเพียงนิดน้อย แต่พร้อมกันนั้น มันกลับนึกขึ้นมาได้ว่าผมก็ไม่มีิสิทธิอำนาจใดๆที่จะบอกกล่าวท่านๆทั้งหลายให้มาตีความหาใจความ ถ้อยความและความหมายของสิ่งที่ผมพ่นออกมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่ท่านเปนผู้อ่าน และหากเชื่อว่าโมเม้นของการเขียนของคนที่ทำหน้าที่เขียนได้ผ่านไปแล้ว และผู้เขียนก็หมดความสามารถและความชอบธรรมในการยึดกุมเกาะเกี่ยวเหนี่ยวและรั้งความหมายของข้อเขียนที่ถูกเขียนออกมาแล้ว ใจความทุกสิ่งอย่างมันจึงกลายเปนสิ่งเปิดโล่งที่พร้อมจะกลายสภาพไปเป็นช่องว่างให้ได้ถูกแต่งเติม เสริมทา ระบายสี ฯลฯ ลงไปจนกว่าท่านผู้อ่านจะพอใจและเหนดีเหนงามไปกับมัน
ก่อนที่ผมจะสำรอกเอากองภาษาที่จุกคับอยู่ในทางเดินอาหารออกมาอีกกองหนึ่งจนอาจทำให้ท่านผู้อ่านต้องอึดอัด คลื่นเหียน ชวนอาเจียนแล้วล่ะก็ ผมคิดว่าผมควรหยุดถ่ายถ้อยคำเหล่านี้ไว้เพียงเท่านี้ และหากโอกาสที่เหมาะสมมาเยือน ข้าพเจ้าคงมีโอกาสได้สำรอกออกมาให้ท่านเชยชมอีกสักครั้ง-สองครั้งเปนอย่างน้อย เพื่อมาวิเคราะห์ดูว่า ตัวฉันนั้นได้รับประทานสิ่งใดลงไปบ้าง และเหตุอันใดตัวผมจึงอาเจียนเอาสิ่งเหล่านั้นออกมา หากท่านจะกรุณา หวังว่าข้าพเจ้าจะได้รับโอกาสเช่นนั้น อีกสักครั้งสักครา
ป.ล. หากท่านรู้สึกว่าข้อความในกล่องนี้กับหัวเรื่องที่ถูำกให้มันดูไม่ลงรอยไม่เข้ากัน ก็ขอให้ถือว่าเปนความอ่อนด้อยทางภาษาและความคิดอ่านของข้าพเจ้าเอง เพราะ้ต้องขอสาำรภาพตามตรงว่าข้าพเจ้ามิอาจตั้งชื่อให้กับมันได้ หรือบางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องมีชื่อ แต่ชื่อของมันในครั้งนี้ถูกเขียนขึ้นก่อนข้อความข้างล่าง และข้าพเจ้าก็เกียจคร้านเกินกว่าจะลบมันออกและเขียนขึ้นใหม่
01.12.09
the orphanage : อดีตหลอน
ข้อเขียนชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงหลังจากที่ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแ้ล้วสองสัปดาห์ (ได้ไปดูประมาณสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดยาวช่วงปีใหม่) ผมพยายามเขียนแบบหยิบเลือกและสรุปเนื้อหาบางตอนสลับกับการวิเคราะห์โดยพยายามเขียนให้เป็นเนื้อเดียวกันที่สุด ผิดพลาดประการใด/อ่อนหัดอย่างไร ก็ต้องขออภัยต่อการทำให้ท่านผู้อ่านเสียเวลามา ณ ที่นี้ และผมขอรับความโง่เขลาไว้โดยผู้เดียว
……
เผยแพร่ครั้งแรกที่ cinemania@blogazine.prachatai.com เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552
::ข้อเขียนชิ้นนี้เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์::
1. จุดเริ่มต้นของจุดจบและ/หรือจุดเริ่มต้นอันใหม่
เรื่องราวปัจจุบันในภาพยนตร์บอกให้เรารู้ว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น Laura (Belén Rueda) เคยใช้ชีวิตช่วงเวลาหนึ่งอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งก่อนที่เธอจะถูกรับไปเลี้ยง สถานเลี้ยงเด็กนั้นอาจเรียกว่าอยู่ในพื้นที่ชนบทซึ่งห่างไกลผู้คน ตั้งอยู่ไม่ไกลชายหาดและทะเลซึ่งมีประภาคารสูงใหญ่คอยส่องไฟนำทาง และถ้ำอีกอันหนึ่ง, สถานที่ซึ่งเป็นอดีตแห่งความทรงจำของเธอ … 30 ปีต่อมา Laura กลับมาที่แห่งนี้อีกครั้ง เมื่อเธอ, สามีของเธอ – Carlos (Fernando Cayo), และ Simón (Roger Príncep) ลูกชายของทั้งคู่ (ซึ่งเป็นลูกที่ทั้งคู่รับมาเลี้ยง) ย้ายเข้ามาใน “บ้าน” หลังนี้ สองสามีภรรยาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหลังนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เพื่อทำให้มันกลับมาเป็นสถานเลี้ยงเด็กอีกครั้งหลังจากถูกทิ้งร้างไป
ตั้งแต่เปิดเรื่องได้ไม่นาน ตัวภาพยนตร์เปิดให้เรารับรู้ว่า Simón มีเพื่อนสองคนซึ่งพ่อแม่ของเขามองไม่เห็น! และเมื่อพวกเขาย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ Simón ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่คนหนึ่งในตอนที่ Laura พาเขาเข้าไปเล่นในถ้ำ! และตามมาด้วยเพื่อนใหม่อีก 5 คนในบ้านหลังนั้น , เด็ก 6 คนที่ไม่มีใครมองเห็น!
Simón ได้ชวนให้ Laura ร่วมเล่นเกมไขปริศนาผ่านสิ่งของกับเพื่อนที่มองไม่เห็นของเขา (ซึ่ง Laura มารู้ในภายหลังว่าพวกเธอและเขาเหล่านั้นคือเพื่อนในวัยเด็กของเธอ), เกมซึ่งสิ่งของต่างๆในฐานะที่เป็นคำใบ้สู่ปริศนาจะถูกวางอยู่อย่างผิดที่ผิดทาง และผู้เล่นต้องนำของเหล่านั้นแต่ละอันกลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นทีละอันๆจนพบคำตอบ, มันจึงเป็นเกมที่เล่นกับการสังเกต การรับรู้ ความเป็นระเบียบ ลำดับ ความคุ้นเคย และที่สำคัญคือความทรงจำ.. หลังเกมรอบแรกจบลงที่แฟ้มประวัติของ Simón ซึ่งมีข้อความหนึ่งที่บอกว่าเขาเป็นพาหะของโรคเอดส์ (HIV carrier แปลจาก portador del VIH) ทั้งคู่มีปากเสียงกัน Simón โกรธมากที่แม่และพ่อของเขาโกหกว่าเขาเป็นลูกจริงๆ ทั้งที่เขาถูกรับมาเลี้ยง นอกจากนั้น มันยังทำให้เขารู้ว่าถ้าเขาไม่กินยา ไม่นานเขาก็จะตาย
12.16.08
1:19
1:19, เวลาอันปรากฏของเสียงโทรศัพท์ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว
ค่ำคืนอันเหน็ดเหนื่อยยาวนานที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวที่ปลายขั้วหัวใจ ผมนั่งเหม่อมองหมู่ดาวเรื่อยเปื่อยเรื่อยไป สลับกับการหันมาจ้องมองหน้าจอว่างเปล่าที่รอคอยตัวหนังสือจำนวนมาก ในขณะนั้น ผมตระหนักและรู้สึกถึงการมี/ดำรงอยู่ของนิ้วมือที่แข็งทื่อทั้งสิบนิ้วและ สมองอีกหนึ่งก้อนที่เฉยชา ในระหว่างที่ผมตั้งใจอย่างสุดเหยียดที่จะเขียนนวนิยายรักเรื่องแรกในชีวิตให้สำเร็จเสียสักทีหนึ่งหลังจากทิ้งมันค้างเติ่งอยู่ในร่องหยักเส้นใดเส้นหนึ่งบนสมองและทิ้งร้างอีกหลายส่วนไว้ในกองกระดาษยับยู่ยี่กองนั้นที่ไม่รู้ว่าจะถูกคุ้ยขึ้นมาเมื่อไร แต่ไม่ว่าจะเค้นจะคั้นมันสักเท่าใดมันก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน กองสำรอกทางภาษายังมิอาจเคลื่อนผ่านร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยค่อยๆตายไปร่างนี้ของผมได้เสียที.. ในชั่วขณะนั้นเอง ผมได้ยิน รับรู้ รู้สึก ถึงเสียงแว่บแว่วบางเสียงบางอย่าง จับใจความได้อย่างคลับคล้ายคลับคลาในทำนองที่ว่า “ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ” ผมไม่แน่ใจว่ามันใ่ช่ประโยคนั้นจริงหรือไม่ และผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันใช่หรือไม่ แต่ผมก็จดจำประโยคนั้นได้นานแสนนาน บางทีมันอาจไม่เคยมีเสียงแว่วนั่น ผมอาจสร้างมันขึ้นมาเองก็ได้ ผมไม่อาจตอบคำถามยากๆเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องความรู้สึก ความจด ความจำ ความรับรู้ มักเปนเรื่องยากที่จะตัดสินยากที่จะคิดยากที่จะทบทวนสำหรับผมเสมอ โอ้ววไม่! เสียงนั้นดังอีกครั้ง แต่กึกก้องขึ้น มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ผมได้ยินเสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง แก้วหูที่สั่นไหว เสียงนั้นเบียดแทรกผ่านเสียงเพลงของ the mars volta ที่ผมกำลังฟังอยู่ “ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆๆๆๆ ๆๆ ๆๆ ๆ….” เสียงดังก้องเนิ่นนาน สะท้อนไปมา ดังบ้างเบาบ้าง ทุ้มบ้างแหลมบ้าง วนเวียนอยู่ในรูหู ในร่องหู ในหลอดหู ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอะไรเกี่ยวกับหู ผมว่าเสียงนั้นมันเบียดชิดกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหู
ปรี๊ดดดดด! ปรี๊ดดดดดดด!
จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น มันสอดแทรกผ่านทั้งเสียงเพลงที่ผมเปิดไว้เปนเพื่อนหู และเสียงกู่ร้องเชิงเหยียดหยามจากดินแดนไกลโพ้นที่เสือกมาดังก้องอยู่ในร่องหูผมที่ว่าผมกำลังขาดแรงบันดาลใจ ผมหันไปคว้ามันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ผมยังไม่กล้ากดรับสายในทันที ผมฉวยโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเร็วนั้น เหตุผลประการสำคัญประการหนึ่งคือมันเปนเสียงเพลงที่ผมตั้งไว้สำหรับเธอเท่านั้น เสียงเพลงที่ผมตั้งไว้เพื่อรอเธอโทรมา ตั้งแต่ตอนที่เรายังมีกันและกันอยู่แนบชิดแนบแน่น มากไปกว่านั้น พูดไ้ด้ว่าการที่ผมหยิบฉวยโทรศัพท์อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เพราะมันกำลังสอดเสือกห้วงภวังค์ของความงงงงวยแต่อย่างใด แต่ที่ผมไม่กล้ารับโทรศัพท์นั้น เปนเพราะว่าผมตกใจปนแปลกใจอย่างมโหฬารมหาศาลที่เธอโทรเข้ามาหาผม มันช่างประหลาด เพราะเธอไม่เพียงแต่ไม่โทรหาผมนานแล้ว แต่เธอยังไม่รับโทรศัพท์ผมมาเปนเวลานานแสนนานแล้ว ..พร้อมๆกับอีกความรู้สึกหนึ่งคือ ผมขลาดและหวาดกลัวเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงเธอ.. (เรื่องนี้ยังขยายได้อีกยาว แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะเขียนในวันนี้.. ถ้างั้น ผมขอติดไว้ก่อนแล้วกัน)
หลังจากที่ผมกดรับโทรศัพท์ สำเนียงและน้ำเสียงอันคุ้นเคยแว่วผ่านโทรศัพท์มา เสียงนั้นทำให้ผมนึกถึงรอยยิ้มอันสดใสของสาวงามคนหนึ่ง สายตา และรอยยิ้ม ที่ผมไม่เคยจะมีวันลืม และไม่มีทางที่จะลืมมันไปได้แม้ว่าโลกนี้จะแตกสลายไปอีกสักร้อยพันหมื่นแสนล้านรอบก็ตาม เสียงนั้นทำให้ผมพูดไม่ออกเลยในทันทีเลยเทียว ผมนิ่งอึ้งอยู่นานโดยที่ไม่รู้ว่านานเท่าไร มันอาจนานกว่าเจ็ดร้อยล้านปีแสงหรือบางทีมันอาจสั้นเพียงหนึ่งจุดเจ็ดแปดเก้าวินาทีเท่านั้น.. ผมไม่ทราบ.. ผมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาเคลื่อนตัวหมุนไปเปนจังหวะ แต่ความรู้สึกของผมกลับเหมือนกาลเวลาของสรรพสิ่งหยุดอยู่อย่างนิ่งสนิท ไม่มีลมไหวปะทะผิวหน้า ไม่มีหยาดเหงื่อ ไม่รู้สึกถึงขนแขนที่ลุกชัน และไม่รู้สึกถึงรอยยิ้มที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผมหลังจากมันไม่โผล่ขึ้นมานานแล้ว ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็หลังจากที่ผมได้บอกเธอไปว่าผมคิดถึงเธอมาก คิดถึงแทบบ้า คิดถึงแทบตาย คิดถึงแทบขาดใจ คิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าอะไร แต่ทั้งหมดนั้นผมพูดมันไปด้วยคำๆเดียวคือ “คิดถึง” ถ้อยคำสั้นๆมีผมพยายามเก็บรวมความหมายมากมาย แต่สุดท้ายก็เปนได้แค่คำที่จองจำความหมายมากมายนั้นไว้ โดยที่ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอจะรู้สึกกับคำโง่ๆแค่ว่า “คิดถึง” อย่างไรบ้าง.. เมื่อประโยคนั้นจบลง ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของฝ่ามือ ที่มีเม็ดเหงื่ออุ่นๆจำนวนมหาศาลกระจายอยู่ไปทั่ว ผมรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่กำลังหนาชา ที่มีหยดเหงื่อจำนวนมากผุดขึ้นมา ผมรู้สึกถึงรักแร้ที่เปียกชื้นจนมาถึงเสื้อสีขาวตัวบางที่ผมใส่นอน ผมรู้สึกถึงอะไรต่อมิอะไรที่ทั้งชวนให้ตื่นเต้นตื่นตาและชวนให้ขยะแขยงจนกลั้นอาเจียนแทบไม่ทัน ฯลฯ ฯลฯ เวลาหยุดลงอีกคราเมื่อเธอตอบกลับมาว่า “เหมือนกัน”.. ในหะแรกที่ได้ยินเสียงนั้น ผมดีใจสุดขีดสุดเหยียดอย่างที่แทบทำอะไรไม่ถูกไม่ผิดไม่รู้ไม่ทราบไม่ดีไม่ชั่ว ผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป ได้แต่ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม และยิ้ม และ และ และ ฯลฯ… เราคุยกันอยู่ไม่นานจากนั้น เราสนทนาท่ามกลางกาลเวลาอันหยุดนิ่งงันของผม ประโยคข้อความต่างๆพุ่งสอดทะลุและปะทะทำลายกำแพงที่มองไม่เหนที่เคยก่อตัวขึ้นระหว่างเรา หลังจากถ้อยคำจำนวนไม่มากไม่น้อยจำนวนหนึ่งถูกแลกเปลี่ยนผ่านโทรศัพท์ เราก็เอ่ยคำร่ำลา ผมออดอ้อนเธอเล็กน้อยว่าจะโทรไปหาเธอ แล้วเราคงได้คุยกันอีก แล้วเธอก็วางสายไป
ผมรู้สึกเหมือนเวลาหมุนเดินอีกครั้งหนึ่ง แล้วผมก็กลับมานั่งทบทวนว่าเราคุยอะไรกันไปบ้าง.. แต่ยังไม่ทันได้ทบทวนไปสักเท่าไร.. น้ำตาจำนวนมหาศาลก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาสองข้างของผม.. โดยที่ผมไม่อาจตอบว่ามันเปนเพราะเหตุใด มันไหลออกมาด้วยเหตุผลอะไร และทำไมมันต้องไหล มันเปนน้ำตาของความสุขหรือเศร้าหรือเขลาหรือโง่หรืออะไรก็ตาม.. ผมตอบไม่ได้
ในชั่วขณะเดียวกันนั้น ผมกลับมานึกถึงคำที่เธอบอกว่า (เธอก็คิดถึงผม) “เหมือนกัน” — แน่นอน ข้อความในวงเล็บนั้น เธอไม่ได้พูด แต่ผมคิดเอาเอง.. เพราะเธอพูดเพียงแค่ว่า “เหมือนกัน” หลังจากที่ผมบอกเธอไปว่า “คิดถึง” .. เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผมค่อยๆเริ่มรู้สึกอย่างช้าๆว่าผมกำลังเศร้าแบบแปลกๆ รู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เกิด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ว่าเธอจะคิดถึงผมหรือไม่มันก็พ้นวิสัยที่ผมจะสามารถตอบได้ และมันคงเปนการไม่เปนเรื่องหากผมจะโทรกลับไปเพื่อถามหาคำตอบจากปากของเธอ.. จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบเข้ามาในหัว.. ผมคิดไปว่า บางที คำว่า “เหมือนกัน” อาจเปนคำตอบที่เซฟที่สุด คนพูดไม่ต้องเอ่ยปากคำใดๆ พร้อมกับให้คนฟังไปคิดกันต่อเอาเอง คนพูดไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเปลืองตัว เปนคำตอบของคนฉลาด.. ซึ่งในขณะที่คำกล่าวนั้นจบลง คำตอบของคนฉลาดดำๆนั้นมันก็ทำให้คนโง่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวอย่างไม่อาจอธิบาย
ผมยังคงร้องไห้..
ผมยังคงร้องไห้.. อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ยอมให้จบแบบนี้หรอกเพราะมันจะดูอ่อนแอเกินไป ดูน่าเบื่อเกินไป ดูไม่สนุกเกินไป.. ดังนั้น ในระหว่างที่ผมกำลังร้องไห้ให้กับบทสนทนาระหว่างผมและเธอที่พึ่งเกิดขึ้นและจบไปเมื่อสักครู่นี้ ร้องไห้ให้กับความรักที่ผ่านพ้นไปแล้วของผมและเธอ ร้องไห้ให้กับความหวังและความปรารถนาให้เธอกลับคืนมาใกล้ชิดกับผมอีก.. ขณะเดียวกันนั้น ผมก็ค่อยๆเคาะนิ้วมือทั้งสิบลงบนแป้นพิมพ์ ทีละนิ้ว ทีละตัว ทีละแป้น ตัวอักษรต่างๆที่ผมเคาะ ประกอบขึ้นเปนคำ เปนประโยค จนเปนเรื่องราวยืดยาว ผมนั่งประพันธ์เรื่องราวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเคล้าไปกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลเือื่อยอาบแก้ม สะอึกสะอื้น สะอึกสะอัก หยิบกระดาษชำระแผ่นหนามาเช็ดน้ำมูกเปนระยะๆ สลับกับการเคาะแป้นอักษร.. และแล้วนวนิยายรักที่ผมคาดหมายว่าจะเขียนให้จบเร็วที่สุดนั้น ในที่สุดก็ค่อยๆถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนั้นเอง มันถูกเขียนออกมาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้ว บรรทัดเล่า ผมรู้สึกได้ถึงการที่นิ้วมือข้อมือข้อศอกท่อนแขนหัวไหล่และหัวสมองของผมช่างสุดแสนพริ้วไหวเหลือเกินในชั่วขณะนี้..
ในระหว่างนั้นเอง… ผมสงสัยว่า นี่ใช่ แรงบันดาลใจ ไหมนะ?
11.18.08
แดนอรัญ แสงทอง
ผมเพิ่งจะเขียนถึงบุคคลผู้นี้เมื่อคราวที่แล้วนี่เอง (โปรดดูโพสก่อนหน้า) และยังไม่ทันจะเขียนเรื่องของตัวเอง หรือเขียนเรื่องอื่นๆๆ ผมกลับต้องมาเขียนถึงบุคคลผู้นี้อีกครั้ง……
“แดนอรัญ แสงทอง” นามปากกาของคนผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า “สเน่ห์ สังข์สุข” เขาเป็นนักเขียนคนหนึ่ง เป็นผู้เขียนคนหนึ่ง เป็นผู้ประพันธ์คนหนึ่ง เป็นนักแปลคนหนึ่ง เป็นนักอ่านคนหนึ่ง และเป็นอะไรๆต่ออะไรอีกตั้งมากตั้งมายตั้งก่ายตั้งกอง
ผมได้ยินชื่อของบุคคลผู้นี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ได้ยินพร้อมๆกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเคยเขียน จากคำแนะนำของคุณFxxkNoEvil หนังสือเล่มนั้นคือ “เงาสีขาว” หนึ่งในหนังสือเล่มโปรดซึ่งมีอยู่ไม่กี่เล่มของผม หนังสือซึ่งอ่านแล้วรู้สึกได้ถึงกระแสธารที่ไหลบ่ารุนแรงจากแรงปรารถนา ความพรวดพราดพลุ่งพล่านของความคิดฝันและความเพ้อคลั่งซึ่งไม่รู้มันต่างกันตรงไหน หนังสือซึ่งเป็นอะไรอะไรอะไรอะไรอะไรอีกมากมาย ฯลฯ
..หากลองถามว่า “คนไทย” (ไม่อยากใช้คำนี้เลยจริงๆ แต่พูดจริงๆเหอะ วันนี้ผมขี้เกียจเขียน ขี้เกียจพิม ขี้เกียจคิด ต่างๆนาๆ เป็นบ้าเลยล่ะ) รู้จัก แดนอรัญ แสงทอง ไหม?
ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะตอบอย่างไร.. ซึ่งถ้าอยากรุ้ก็คงต้องไปถามกันเอาเอง
แต่ที่ผมพูดถึงบุคคลนามนี้ในกาละนี้และเทศะนี้ คงเป็นเพราะ…… (ผมขี้เกียจพิมแล้ว ขออนุญาตตัดแปะเลยละกัน)
::: ข้อความที่ท่านกำลังจะได้อ่านข้างล่างนี้ ผมหยิบมาจาก “แดนอรัญ แสงทอง อัศวินหรือขบถวรรณกรรม?” :::
“แดน อรัญ แสงทอง ได้รับการอวยยศให้เป็น “อัศวิน” ได้รับอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier De L”Ordre Des Arts Des Lettres จากกระทรวงวัฒนธรรมและการสื่อสารของประเทศฝรั่งเศส เป็นนักเขียนชาวไทย “คนแรก” และ “คนเดียว” ที่ได้รับเกียรติยศนี้”
“เงาสีขาว …. มีเนื้อหา และถ้อยคำแสดงถึงความรุนแรงทางสังคม ศาสนา และที่สำคัญคือความรุนแรงทางเพศ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หลายคนวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงประเด็นทางศีลธรรม และกลายเป็นผลงานที่ถูกปฏิเสธจากคนที่นับถือความดีในสังคมไทย โดยมองข้ามพลังทางวรรณศิลป์และศิลปะที่โดดเด่นอย่างยากจะอธิบาย ในปี พ.ศ.2536 เงาสีขาวเข้าสู่รอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์ แต่ด้วยเนื้อหาที่คิดว่าหมิ่นเหม่ คณะกรรมการจึงลงมติให้ขับเงาสีขาวออกจากการเสนอชื่อ นี่คือปฏิกิริยาจากบรรณพิภพไทย”
“อสรพิษ กลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในหลายมหาวิทยาลัยฝั่งยุโรป และยังเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มโปรดของโฆเซ่ มูรินโญ อดีตผู้จัดการทีมเชลซี (ผจก.อินเตอร์ มิลาน คนปัจจุบัน — themadmon) นักข่าวจากทั้งจากสวิสเซอร์แลนด์ อิตาลีตามหาตัวนักเขียนกันให้ควั่กเพื่อหวังสัมภาษณ์ แต่ในประเทศไทย แม้อสรพิษจะมียอดพิมพ์เพียง 2,000 เล่ม ทว่าก็ยังวางอยู่ที่สำนักพิมพ์เป็นกองสูง” (ห้องสมุดปรีดีฯมีหนังสือเล่มนี้ครับ นั่งอ่านแว่บเดียวก็จบ เชิญไปแวะหาอ่านกันได้หากไม่เจอตามร้านหนังสือ, งานหนังสือปีล่าสุด ก็มีขายนะครับ — themadmon)
ผมคงไม่พูดอะไรให้มากความไปกว่านี้ ของแบบนี้ บางทีก็ต้องลองด้วยตัวเองครับ
10.22.08
ตัวผม, งานหนังสือปีนี้ และรถเมล์คันหนึ่ง
บนเก้าอี้ตัวมุมลึกสุดฝั่งเดียวกับคนขับ บนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 40, ผมนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง, “ดวงตาที่สาม” เรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนผู้ซึ่งทำให้ผมประทับใจจาก “เงาสีขาว” – แดนอรัญ แสงทอง (นามปากกา), ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาพร้อมๆกับ “มาตานุสติ” และ “เจ้าการะเกด” ของผู้เขียนเดียวกันจากบูธ “สามัญชน” ใน “งานหนังสือ”(มหกรรมหนังสือระดับชาติ) ปีล่าสุด – ปีนี้ – และวันนี้, 22 ตุลาคม 51, เมื่อประมาณสอง-สามชั่วโมงก่อนหน้าตอนที่ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น
หลังจากทะเลาะกับตัวเองอยู่หลายคราหลายยก ผมก็สามารถเอาชนะความขี้เกียจในตัวเองได้อย่างฉิวเฉียดเปนที่สุด ตัดสินใจพาร่างกายเข้าไปชำระล้างในห้องน้ำ… ก่อนที่จะพาตัวออกจากห้องสี่เหลี่ยมเพื่อไปอยู่ในพาหนะสี่เหลี่ยม!, รถประจำทาง และ รถไฟฟ้า, เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ตึกหลายเหลี่ยม ที่เรียกว่าศูนย์ประชุมฯ, ที่ผมแวะเวียนมาไม่บ่อยนัก แต่ก็ค่อนข้างมีความเป็นประจำระดับหนึ่งอยู่, “งานหนังสือฯ” — ไม่ว่าชื่อเปนทางการมันจะเปนยังไงก็ตาม ผมก็เรียกมันอย่างนั้น.. เรื่อยมา เรื่อยไป
หนังสือสามเล่มที่ได้เอ่ยถึงไปในย่อหน้าแรกนั้น หากนับเวลาเปนช่วงที่ยาวนานกว่านับเปนนาทีหรือชั่วโมง คงไม่ผิดที่ผมจะบอกว่ามันถูกซื้อมาพร้อมๆกับหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง, “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏฯ” ของ อ.ประจักษ์ (ก้องกีรติ) — “เพศฯ” ของ อ.ธเนศ (วงศ์ยานนาวา) — “ชาติ ศาสนา ซาชิิิมิ” ของพี่โญ(ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) — “ฟ้าเดียวกัน” และ “อ่าน” เล่มล่าสุด
บนเก้าอี้ตัวนั้น ลมเย็นเฉียบจากเ ครื่องปรับอากาศปะทะผิวหน้าผมอยู่แทบจะตลอดเวลา ใบหน้าเย็นยะเยียบนั้น, ซึ่งเปนฉากของดวงตาทั้งสองของผมที่จับจ้องลงบนหนังสือที่ชื่อว่า “ดวงตาที่สาม” ไล่เรียงอ่านตามทีละตัวอักษร คำ บรรทัด ย่อหน้า หน้ากระดาษ, หันไปหันมาสลับไปมาระหว่างหน้ากระดาษกับทิวทัศน์เบื้องนอกที่ถูกมองผ่านกระจกบานหนาที่ถูกไอเย็นและเม็ดฝนจับอยู่ทั่วไปหมด เนื่องจากผมไม่ค่อยได้ขึ้นรถเมลสายนี้ในระยะทางยาวๆ และในแต่ละครั้งที่ขึ้นผมก้มักไม่ได้สังเกตทิศทางการเดินรถมากนัก เมื่อประกอบกับวันนี้ซึ่งสมาธิผมจับจ้องอยู่กับตัวหนังสือ, เส้นทาง และ ระยะทาง จึงไม่ได้ถูกผมประเมินค่าความหมายและให้ความสนใจ ผมเพียงแต่ขยับสายตาไปจับจ้องนาฬิกาบนข้อมือเพื่อดูว่าเข็มนาฬิกาเคลื่อนไปอยู่ตรงไหนแล้วเพื่อให้ตัวผมเองได้ทราบเวลา แต่ไม่จำเปนต้องทราบสถานที่อันแน่นอนในขณะนั้น แค่มองเห็นว่าผมยังไม่ถึงจุดหมายที่ต้องลงก็พอ
การจราจรเป็นไปอย่างไม่สะดวกนัก แต่มันกลับสะดวกยิ่งนักที่จะทำให้ผมสามารถนั่งจดจ่อกับตัวอักษรได้นานๆ โดยไม่มีผลกระทบกระเืทือนต่อสายตา ดังเช่นบางครั้งบางคราที่ผมมักจะปวดตายิบๆหรือปวดหัวเบาๆตึบๆเวลาอ่านหนังสือบนรถประจำทางที่เคลื่อนที่ ตัวอักษรถูกมองเห็นและอ่านผ่านไปทีละตัว ทีละคำ ประโยค บรรทัด ย่อหน้า… นิ้วมือผมพลิกเปิดหน้ากระดาษผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า.. เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆดังที่ผู้เขียนได้วางเอาไว้ (ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีโอกาสมา fix ความหมายได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม) รถประจำทางก็ค่อยเคลื่อนไป.. ช้าบ้างเร็วบ้าง.. ตัวผมก็เคลื่อนไปตามรถคันนั้น.. แน่นอน! ชีวิตผมก็กำลังเคลื่อนไปเ่ช่นกัน เคลื่อนผ่านตัวอักษร ข้ามผ่านกาลเวลา ก้าวผ่านซ้อนไปซ้อนมาบนพรมแดน เส้นแบ่ง ของ สถานที่ต่างๆ เคลื่อนผ่านจินตนาการ ความฝัน ความจริง ฯลฯ
ผมลุกจากเก้าอี้ตัวนั้น เพื่อก้าวเดินออกจากประตูรถคันนั้น.. รถเมลคันนั้นเคลื่อนตัวผ่านไป รถคันนั้นมีเส้นทางของมัน เส้นทางประจำของมัน ซ้ำไปซ้ำมา.. แล้วชีวิตผมเล่า? มันก็ซ้ำซากพอกันมิใช่หรือ.. ขึ้น-ลง รถประจำทางคันแล้วคันเล่า ที่ป้ายเดิมๆ วันแล้ววันเล่า เดินทางไปในสถานที่ซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. เดินทาง.. เพียงเพื่อให้กลับมาหยุด และเดินทางต่อ ในสถานที่เดิมๆ
“ดวงตาืีที่สาม” ถูกอ่านจบลงไปอย่างรวดเร็ว.. ตัวละครแต่ละตัวในโลกของ “ดวงตาที่สาม” พบความคลี่คลายในตัวเอง.. แต่ชีวิตของผม และเราๆท่านๆทั้งหลายเล่า.. มันคลี่คลายไปอย่างไร เรามองเห็นเรื่องราว มองเห็น plot ในชีวิตหรือไม่? ผมคงตอบคำถามเหล่านี้แทนใครไม่ได้.. เพราะเราๆท่านๆ ยังไงก็คงสามารถ “เขียน” เรื่องราว/เรื่องเล่าของชีวิตตัวเองได้บ้าง มันก็เปรียบดังนิยายหรือเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกเขียน.. แต่มันคงมิใช่เมจิคัล เรียลลิสม์ หรือเซอร์เรีียลลิสม์เป็นแน่!
09.02.08
เราจะอยู่กันอย่างไรในวินาทีนี้และต่อไปข้างหน้าในบ้านเมืองนี้
ในวันผู้คนกำลังแตกกระเจิงกระจายออกเป็นสองฝักสองฝ่ายใหญ่ๆ ซึ่งระหว่างความต่างนั้นย่อมมีผู้คนที่ความคิดเห็นแตกต่างไม่ลงรอยกันอยู่อีกจนเกินกว่าสองฝ่าย แต่ความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างหลากหลายตรงนี้นี่เองมิใช่หรือที่เป็นความสวยงามและบ่อเกิดของความสวยงามมากมายบนโลกใบนี้ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความชอบมิใช่หรือที่ได้สร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาอย่างไม่ที่สิ้นสุดในทุกวันนี้ ความแตกต่างทางความคิดความเชื่อนี่เองมิใช่หรือที่ทำให้ผู้คนได้พูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนลับเหลี่ยมลับมุมความคิดความเชื่อของกันและกันสะท้อนกลับกันไปกันมา ฯลฯ ตราบเท่าที่คนต่างฝ่ายต่างความคิดยังคงไม่ลุกขึ้นมาประจันหน้าถืออาวุธจับไม้จับมีดจับปืนห้ำหั่นฆ่าฟันกัน ความแตกต่างเป็นฝักเป็นฝ่ายตรงข้ามกันย่อมไม่ได้เป็นและสร้างปัญหา ตราบเท่าที่เรายังเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีความเป็นมนุษย์หรือความเป็นสิ่งมีชีวิตเท่าๆกับเรา ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร ไม่มีใครถูกหรือผิดมากไปกว่าใคร สิ่งเหล่านั้นล้วนเพียงแต่เป็นความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อความรักความชังความชอบและอีกหลายล้านความเท่านั้น Read the rest of this entry »
08.18.08
‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights
[ เผยแพร่ครั้งแรก blogazine@prachatai : เมษายน 2008 ]
ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง ‘หว่องการ์ไว‘ (Wong Kar Wai) ที่เพิ่งเข้าฉายให้ผู้ชมในดินแดนประเทศไทยได้ชมกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านมา ( 2008 ) ที่มีชื่อว่า My Blueberry Nights นั้น อาจมีประเด็นต่างๆ นานาให้สามารถสร้างบทสนทนากันได้มากมายและยาวนาน แต่สำหรับในที่นี้นั้น ผมอยากจะ ‘หยิบเลือก‘ เพียงบางประเด็นมา ‘อ่าน‘ หรืออีกนัยหนึ่ง ‘สนทนา‘ เกี่ยวกับ ‘ตัวละคร‘ ในภาพยนตร์ดังกล่าว ภายใต้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ‘ความทรงจำ‘ ซึ่งสะท้อนร่วมกับความคิดเกี่ยวกับ ‘เวลา‘
ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ต่างก็มี ‘ความจำ/ความทรงจำ‘ ในฐานะที่เป็น ‘เรื่องราว/เรื่องเล่า‘ ในบางส่วนเสี้ยว หรือในบางแง่มุมของชีวิต ซึ่ง ‘เรื่องราว‘ ดังที่ว่านี้อาจมีสถานะเป็นทั้ง ‘แรงขับดัน‘ ให้กับชีวิต-ในการก้าวไปสู่ ‘อนาคต‘, อาจเป็น ‘โซ่ตรวน‘ หรือแม้กระทั่ง ‘กรงขัง‘ แห่งชีวิต-ให้ติดอยู่กับ ‘อดีต‘, หรือในบางครั้ง บางเรื่องราว, บางความทรงจำ ก็อาจไม่ได้เป็นทั้งพลังขับเคลื่อนและ/หรือพลังฉุดรั้งใดๆ ต่อชีวิตเลย
สำหรับความคิดเรื่อง ‘ความทรงจำ‘ นั้น เราๆ ท่านๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่ถูก ‘หยิบเลือก‘ และรวมไปถึงการ ‘ตัดทอน‘ จากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ต่างพบเจอในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต เป็นเรื่องของ ‘การเลือก‘ ที่จะ ‘จดจำ‘ หรือ ‘ลืมเลือน‘ บางสิ่งบางอย่าง, บางเหตุการณ์, และแม้กระทั่งคนบางคน ให้ ‘อยู่‘ หรือ ‘ไม่อยู่‘ ในชีวิต หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้น, อยู่หรือไม่อยู่ในความทรงจำ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า การหยิบเลือกหรือตัดทอนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นภายใต้ ‘การให้ความหมาย‘ หรือ ‘คุณค่า‘
ปัดฝุ่น
บล๊อกถูกทิ้งร้างอีกครั้ง.. ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก.. จะซ้ำอีกกี่ทีกี่ครั้งกี่ซ้อนก็ไม่รู้..
การเขียน – สิ่งที่ผมอยากจะทำอย่างเปนประจำ – ก็เลยไม่ถูกทำอย่างเปนประจำเสียที
กลับมาอีกครั้งเปนครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ (ตอนแรกแทบจะจำชื่อ login กับ pw ไม่ได้ – มั่วๆเอา ก็ถูกซะงั้น)
กลับมาครั้งนี้.. ขอปัดฝุ่นครับ.. เลยลบโพสเก่าๆไปหลายอัน..
และจะพยายามเขียนอย่างต่อเนื่อง(กว่านี้)ให้ได้(มากขึ้น)
เอาล่ะ.. ก่อนจะจากไป โพสบทความเก่าไว้ซักอันนึงแล้วกัน
04.23.07
“bad education” กับความแจ่ม
[เผยแพร่อีกแห่งหนึ่งในชื่อ "เรื่องเล่าบนความสัมพันธ์ของชายหลายคน.." ที่ prachatai weekend 21/7/2550]
เรื่องราวที่ซ้อนทับ.. การซ้อนทับของเรื่องเล่า..
เรื่องเล่าบนความสัมพันธ์ของชายหลายคน..
…
ชายผู้หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า อิกนาซิโอ้ เดินเข้ามาพบกับ เอนริเก้, ผู้กำกับซึ่งกำลังคิดพล๊อตหนังเรื่องใหม่, โดยบอกว่าเขาคือเพื่อนเก่าในวันวาน.. เอนริเก้นึกถึงรักแรกในวัยเด็กของเขา.. โอ้.. “อิกนาซิโอ้”
ชายผู้นั้นนำนิยายมาเรื่องหนึ่ง “La Visita”(ผู้มาเยือน) เรื่องราววัยเด็กของพวกเขา..
เอนริเก้ อ่าน “La Visita” พร้อมกับเรื่องเล่าชั้นที่2.. เรื่องเล่าของ ‘อิกนาซิโอ้’ ที่มี ‘เอนริเก้’ ปรากฏ..
เรื่องราวของ ‘อิกนาซิโอ้’ ผู้กลับมาแก้แค้น.. ความปวดร้าวในวัยเด็ก.. ที่ทับกันพอดีกับชีวิตของ เอนริเก้ และ อิกนาซิโอ้..
ชีวิตที่ถูกทำร้ายโดย ‘บาทหลวงมาโนโล’.. Read the rest of this entry »
03.22.07
เหตุผลที่ไม่ควร “เสียความบริสุทธิ์”
เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมจึงก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างกัน มนุษย์ได้สร้าง “ภาษา” ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร การ “นิยาม” จึงเกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถรับรู้ และเข้าใจภาษาให้ตรงกัน และในความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการให้ภาษาในการสื่อสารได้ ภาษาจึงกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีพลังทั้งในด้านการสร้างสรรค์และการทำลาย
มนุษย์ใช้ภาษาด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆกัน สิ่งที่เราพบอย่างหนึ่งคือเมื่อข้อความใดๆได้ถูกผลิตขึ้นซ้ำๆก็สามารถเกิดเป็นกรอบความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม จนสามารถตีกรอบหรือจำกัดความรู้สึกและการกระทำของมนุษย์ได้ เมื่อเราพบว่าภาษาเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เราจึงควรมีการตั้งคำถามกับสิ่งที่เราได้รับรู้ หรือสิ่งที่เรา(ถูกทำให้)เชื่อจากอำนาจของภาษา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าภาษาได้สร้างกรอบความคิดของคนไทยเกี่ยวกับ “sex”คือ เรื่อง “การเสียความบริสุทธิ์” เพราะ เมื่อนึกถึงความบริสุทธิ์ เรามักนึกถึงความดี หรือความงาม “ความบริสุทธิ์” จึงเป็นสิ่ง “ดี” ที่ควรปรารถนา การมีเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้ “ไม่บริสุทธิ์” จึงกลายเป็น “สิ่งชั่วร้าย” ไปในทันที และเมื่อประกอบกับคำว่า “เสีย” ซึ่งเป็นคำที่ให้ภาพในแง่ลบ ก็ยิ่งทำให้เพศสัมพันธ์ยิ่งกลายเป็นสิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก
ผู้หญิงที่ครองตัวให้บริสุทธิ์จึงกลายเป็น “คนดี” และจะคงความ “ดีงาม” นั้นไว้ตราบที่ไม่มีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ผู้หญิงที่มีความรู้สึกทางเพศกลับกลายเป็น “คนไม่ดี”
ด้วยความคิดแบบนี้จึงเป็นการทำให้ผู้หญิงที่มีความรู้สึกทางเพศ “ตาย” ไปจากโลกของความเป็นจริง สร้างให้ “ผู้หญิงที่ดี” ต้อง “ไร้ความรู้สึกทางเพศ” และ “ความรักที่ดี” ต้องไม่มีเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้อง
มนุษย์จึง “ถูกตอน” จากกรอบความคิดที่เกิดจากอำนาจของภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ควร(ใช้คำว่า) “เสียความบริสุทธิ์”