09.02.08

เราจะอยู่กันอย่างไรในวินาทีนี้และต่อไปข้างหน้าในบ้านเมืองนี้

เขียนแล้วใน 1 ที่ 5:15 pm โดย themadmon

ในวันผู้คนกำลังแตกกระเจิงกระจายออกเป็นสองฝักสองฝ่ายใหญ่ๆ ซึ่งระหว่างความต่างนั้นย่อมมีผู้คนที่ความคิดเห็นแตกต่างไม่ลงรอยกันอยู่อีกจนเกินกว่าสองฝ่าย แต่ความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างหลากหลายตรงนี้นี่เองมิใช่หรือที่เป็นความสวยงามและบ่อเกิดของความสวยงามมากมายบนโลกใบนี้ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความชอบมิใช่หรือที่ได้สร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาอย่างไม่ที่สิ้นสุดในทุกวันนี้ ความแตกต่างทางความคิดความเชื่อนี่เองมิใช่หรือที่ทำให้ผู้คนได้พูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนลับเหลี่ยมลับมุมความคิดความเชื่อของกันและกันสะท้อนกลับกันไปกันมา ฯลฯ ตราบเท่าที่คนต่างฝ่ายต่างความคิดยังคงไม่ลุกขึ้นมาประจันหน้าถืออาวุธจับไม้จับมีดจับปืนห้ำหั่นฆ่าฟันกัน ความแตกต่างเป็นฝักเป็นฝ่ายตรงข้ามกันย่อมไม่ได้เป็นและสร้างปัญหา ตราบเท่าที่เรายังเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีความเป็นมนุษย์หรือความเป็นสิ่งมีชีวิตเท่าๆกับเรา ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร ไม่มีใครถูกหรือผิดมากไปกว่าใคร สิ่งเหล่านั้นล้วนเพียงแต่เป็นความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อความรักความชังความชอบและอีกหลายล้านความเท่านั้น

ภาพที่พอมองเห็นกันในสื่อต่างๆเหล่านั้นเมื่อมองแล้วเราสะท้อนคิดอะไร? ผมมองว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพแทนของความเกลียดชังและความรุนแรง ความเกลียดชังที่ถูกผลิตขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากปลายปากกา หยดหมึก ไมโครโฟน และที่มีพลังไม่น้อยไปกว่ากันเลยคือปากต่อปาก ผู้คนสองฝ่ายกำลังร่วมแรงสามัคคีกันอย่างไม่ได้นัดหมายในการสร้างความเกลียดชังทับทบถมทวีขึ้นในมวลชนแต่ละฝ่าย ผ่านวิธีคิดที่สร้างให้คนข้างใดข้างหนึ่งดีกว่า ถูกต้องกว่า มีคุณธรรมกว่า ฉลาดกว่า รักชาติกว่า สูงส่งกว่า ฯลฯ และอีกฝ่ายหนึ่งเลวทรามต่ำช้ากว่า คุณธรรมต่ำกว่า โง่กว่า และผิดไปเสียหมด ฯลฯ สร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมขึ้นเพื่อกดทับทำลายฝ่ายตรงข้าม และพร้อมจะใช้ความสูงส่งกว่าตรงนี้เพื่อสั่งสอนจัดการแก่คนที่ต้อยต่ำกว่า และรวมไปถึงการผลิตซ้ำความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนกระทั่งทำให้การใช้อาวุธฟาดฟันอีกฝ่ายกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำไปได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร อีกทั้งยังสนุกสนานสะใจที่เห็นอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งแล้วถูกรุมทำร้ายอย่างไม่หยุดหย่อน เราจะยังปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นและดำเนินต่อไปอีกนานเพียงไร

แต่ไม่ว่าสถานการณ์ในอีกหนึ่งวินาทีข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไร ยังมีคำถามลำดับถัดไปอยู่ที่ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในบ้านเมืองนี้ เมื่อสังคมนี้ยังคงต้องก้าวเดินต่อไป หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว ผู้คนที่ขัดแย้งแต่งต่างเหล่านี้จะยังคงจงเกลียดจงชังกันต่อไปในชุมชนในจินตนาการที่เราเรียกกันว่า “บ้าน” เดียวกันนี้กันอยู่ได้อย่างไร หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว หากไปเจอกันที่ใดที่หนึ่ง หากยังจดจำกันได้ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรของใครซักคนเพื่ออะไรก็ตาม” กับ “แนวร่วมอะไรก็ตามต้านอะไรสักอย่าง” จะยังคงเกลียดชังกันต่อไปหรือ จะยังคงหยิบอาวุธออกมาห้ำหั่นกันอีกหรือ หรือเขาเหล่านั้นจะนั่งลงพูดคุย แล้วรับฟังกันและกัน ถกเถียงอย่างเข้าใจโดยไม่ลงมือลงไม้ทุบตีให้เจ็บปวดล้มตายกันทุกฝ่ายทุกคน

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าไม่ว่าสถานการณ์ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไรหรือจะจบอย่างไรก็ได้ แล้วเราค่อยมานึกถึงสิ่งที่อยู่หลังจากนั้นต่อไป แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ย่อยของระยะทางระยะยาวทั้งหมดทั้งมวล ย่อมส่งผลไปถึงการณ์ที่จะเกิดในกาลข้างหน้า สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดจึงต้องถูกนำมาพิจารณาอย่างละเลยไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์เฉพาะหน้ามากไปกว่าสถานการณ์ระยะยาว และในทำนองเดียวกัน ก็ต้องนึกถึงสถานการณ์ในระยะไกลไม่มากไม่น้อยไปกว่าเหตุการณ์ปัจจุบัน

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าให้ผู้คนต้องสามัคคีกัน สมานฉันท์กัน หนึ่งใจเดียวกัน ฯลฯ เพราะไม่เพียงแต่มันจะไม่ใช่คำตอบ แต่มันยังเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกที่แตกต่างหลากหลาย เพราะความในคำเหล่านั้นล้วนแต่ปิดกั้นและกดทับความแตกต่างที่สวยงามที่ควรจะมีอยู่อย่างมากมายบนโลกใบนี้ แต่ผมกำลังบอกว่าเราต้องอยู่กันด้วยความเข้าใจและรับฟังซึ่งกันและกัน กล้าที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างเข้าใจและพยายามจะทำความเข้าใจ กล้าที่จะบอกว่าไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตามมีโอกาสที่จะผิดและถูก ดีและชั่วไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน และทุกๆฝ่ายต้องมีสิทธิที่จะพูดจะเขียนถึงความคิดความเห็นความเชื่อของตนเท่าๆกัน ถึงตอนนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ “เรา” ต้องหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบแล้วมาคุยกันว่าเราจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในบ้านเมืองนี้และบนโลกใบนี้… “เรา” ที่ไม่ว่าจะประกอบด้วยใครต่อใครต่อใครและใครก็ตาม

4 ความเห็น »

  1. กล่าว,

  2. ongart กล่าว,

    [“เรา” ต้องหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบแล้วมาคุยกันว่าเราจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในบ้านเมืองนี้และบนโลกใบนี้]

    ไม่รู้ว่าการพูดสาดใส่กันไปมา ถือเป็นความรุนแรงหรือเปล่า ..
    .. เมื่อเปิดหน้าจอทีวี ได้ฟังสิ่งที่ข้างหนึ่งว่ากล่าวฝ่ายหนึ่ง
    .. เมื่อเปิดวิทยุ ก็ได้ฟังสิ่งที่อีกฝั่งหนึ่งว่ากล่าวฝั่งหนึ่ง

    ทำให้ไม่อยากรับรู้สิ่งที่ได้ยินอยู่เลย เพราะเมื่อต่างๆฝ่าย ต่างไม่หยุด
    และไม่มี ‘ความจริงใจ’ ที่จะมองปัญหา หันหน้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

    ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืน (ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิด) และ ไม่ยอมลดราวาศอก (อาจจะไม่ดี)
    ทำให้เหมือนว่าปัญหา ตอนนี้ มันจะมีทางออก จริงๆหรือไม่

    เฮ้อ.. เมื่อไหร่จะมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาดูแล บ้านเมือง
    คนของประชาชน เพื่อประชาชน จริงๆ เสียที

    ..

    ยินดีที่กลับมา (เขียน)

  3. The Libertrin กล่าว,

    เห็นด้วยเกือบทั้งหมดกับประเด็นของคุณ

    แต่ผมขอเสริมว่าในการอยู่ร่วมกันของความหลากหลาย “เรา” จำเป็นต้องมีปทัสถาน (Norms) บางอย่างที่ต้องมีร่วมกัน เพื่อให้ควสามหลากหลายของแต่ละกลุ่มหรือปัจเจกชน มีฐานในการรองรับเสรีภาพในการกระทำ เพราะเช่นนั้น แล้วในที่สุดก้จะมีชุดความเชื่อบางชุดที่สถาปนาตนเองเหนือกว่าชุดความคิดชุดอื่น (ดังที่เห็นในประวัติศาสตร์ เช่น คริสเตรียน วิทยาศาสตรื ลัทธิชาตินิยม หรือแม้กระทั่งลัทธิมารืกซ์)

  4. ปราชญ์ วิปลาส กล่าว,

    ม่อน…กู…

    อ….อ….อ….

    อัพบล็อกแล้ว


ให้ความเห็น