10.22.08

ตัวผม, งานหนังสือปีนี้ และรถเมล์คันหนึ่ง

เขียนแล้วใน 1 tagged ที่ 4:33 pm โดย themadmon

บนเก้าอี้ตัวมุมลึกสุดฝั่งเดียวกับคนขับ บนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 40, ผมนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง, “ดวงตาที่สาม” เรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนผู้ซึ่งทำให้ผมประทับใจจาก “เงาสีขาว” – แดนอรัญ แสงทอง (นามปากกา), ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาพร้อมๆกับ “มาตานุสติ” และ “เจ้าการะเกด” ของผู้เขียนเดียวกันจากบูธ “สามัญชน” ใน “งานหนังสือ”(มหกรรมหนังสือระดับชาติ) ปีล่าสุด – ปีนี้ – และวันนี้, 22 ตุลาคม 51, เมื่อประมาณสอง-สามชั่วโมงก่อนหน้าตอนที่ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น

หลังจากทะเลาะกับตัวเองอยู่หลายคราหลายยก ผมก็สามารถเอาชนะความขี้เกียจในตัวเองได้อย่างฉิวเฉียดเปนที่สุด ตัดสินใจพาร่างกายเข้าไปชำระล้างในห้องน้ำ… ก่อนที่จะพาตัวออกจากห้องสี่เหลี่ยมเพื่อไปอยู่ในพาหนะสี่เหลี่ยม!, รถประจำทาง และ รถไฟฟ้า, เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ตึกหลายเหลี่ยม ที่เรียกว่าศูนย์ประชุมฯ, ที่ผมแวะเวียนมาไม่บ่อยนัก แต่ก็ค่อนข้างมีความเป็นประจำระดับหนึ่งอยู่, “งานหนังสือฯ” — ไม่ว่าชื่อเปนทางการมันจะเปนยังไงก็ตาม ผมก็เรียกมันอย่างนั้น.. เรื่อยมา เรื่อยไป

หนังสือสามเล่มที่ได้เอ่ยถึงไปในย่อหน้าแรกนั้น หากนับเวลาเปนช่วงที่ยาวนานกว่านับเปนนาทีหรือชั่วโมง คงไม่ผิดที่ผมจะบอกว่ามันถูกซื้อมาพร้อมๆกับหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง, “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏฯ” ของ อ.ประจักษ์ (ก้องกีรติ) — “เพศฯ” ของ อ.ธเนศ (วงศ์ยานนาวา) — “ชาติ ศาสนา ซาชิิิมิ” ของพี่โญ(ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) — “ฟ้าเดียวกัน” และ “อ่าน” เล่มล่าสุด

บนเก้าอี้ตัวนั้น ลมเย็นเฉียบจากเ ครื่องปรับอากาศปะทะผิวหน้าผมอยู่แทบจะตลอดเวลา ใบหน้าเย็นยะเยียบนั้น, ซึ่งเปนฉากของดวงตาทั้งสองของผมที่จับจ้องลงบนหนังสือที่ชื่อว่า “ดวงตาที่สาม” ไล่เรียงอ่านตามทีละตัวอักษร คำ บรรทัด ย่อหน้า หน้ากระดาษ, หันไปหันมาสลับไปมาระหว่างหน้ากระดาษกับทิวทัศน์เบื้องนอกที่ถูกมองผ่านกระจกบานหนาที่ถูกไอเย็นและเม็ดฝนจับอยู่ทั่วไปหมด เนื่องจากผมไม่ค่อยได้ขึ้นรถเมลสายนี้ในระยะทางยาวๆ และในแต่ละครั้งที่ขึ้นผมก้มักไม่ได้สังเกตทิศทางการเดินรถมากนัก เมื่อประกอบกับวันนี้ซึ่งสมาธิผมจับจ้องอยู่กับตัวหนังสือ, เส้นทาง และ ระยะทาง จึงไม่ได้ถูกผมประเมินค่าความหมายและให้ความสนใจ ผมเพียงแต่ขยับสายตาไปจับจ้องนาฬิกาบนข้อมือเพื่อดูว่าเข็มนาฬิกาเคลื่อนไปอยู่ตรงไหนแล้วเพื่อให้ตัวผมเองได้ทราบเวลา แต่ไม่จำเปนต้องทราบสถานที่อันแน่นอนในขณะนั้น แค่มองเห็นว่าผมยังไม่ถึงจุดหมายที่ต้องลงก็พอ

การจราจรเป็นไปอย่างไม่สะดวกนัก แต่มันกลับสะดวกยิ่งนักที่จะทำให้ผมสามารถนั่งจดจ่อกับตัวอักษรได้นานๆ โดยไม่มีผลกระทบกระเืทือนต่อสายตา ดังเช่นบางครั้งบางคราที่ผมมักจะปวดตายิบๆหรือปวดหัวเบาๆตึบๆเวลาอ่านหนังสือบนรถประจำทางที่เคลื่อนที่ ตัวอักษรถูกมองเห็นและอ่านผ่านไปทีละตัว ทีละคำ ประโยค บรรทัด ย่อหน้า… นิ้วมือผมพลิกเปิดหน้ากระดาษผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า.. เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆดังที่ผู้เขียนได้วางเอาไว้ (ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีโอกาสมา fix ความหมายได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม) รถประจำทางก็ค่อยเคลื่อนไป.. ช้าบ้างเร็วบ้าง.. ตัวผมก็เคลื่อนไปตามรถคันนั้น.. แน่นอน! ชีวิตผมก็กำลังเคลื่อนไปเ่ช่นกัน เคลื่อนผ่านตัวอักษร ข้ามผ่านกาลเวลา ก้าวผ่านซ้อนไปซ้อนมาบนพรมแดน เส้นแบ่ง ของ สถานที่ต่างๆ เคลื่อนผ่านจินตนาการ ความฝัน ความจริง ฯลฯ

ผมลุกจากเก้าอี้ตัวนั้น เพื่อก้าวเดินออกจากประตูรถคันนั้น.. รถเมลคันนั้นเคลื่อนตัวผ่านไป รถคันนั้นมีเส้นทางของมัน เส้นทางประจำของมัน ซ้ำไปซ้ำมา.. แล้วชีวิตผมเล่า? มันก็ซ้ำซากพอกันมิใช่หรือ.. ขึ้น-ลง รถประจำทางคันแล้วคันเล่า ที่ป้ายเดิมๆ วันแล้ววันเล่า เดินทางไปในสถานที่ซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. เดินทาง.. เพียงเพื่อให้กลับมาหยุด และเดินทางต่อ ในสถานที่เดิมๆ

“ดวงตาืีที่สาม” ถูกอ่านจบลงไปอย่างรวดเร็ว.. ตัวละครแต่ละตัวในโลกของ “ดวงตาที่สาม” พบความคลี่คลายในตัวเอง.. แต่ชีวิตของผม และเราๆท่านๆทั้งหลายเล่า.. มันคลี่คลายไปอย่างไร เรามองเห็นเรื่องราว มองเห็น plot ในชีวิตหรือไม่? ผมคงตอบคำถามเหล่านี้แทนใครไม่ได้.. เพราะเราๆท่านๆ ยังไงก็คงสามารถ “เขียน” เรื่องราว/เรื่องเล่าของชีวิตตัวเองได้บ้าง มันก็เปรียบดังนิยายหรือเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกเขียน.. แต่มันคงมิใช่เมจิคัล เรียลลิสม์ หรือเซอร์เรีียลลิสม์เป็นแน่!

4 ความเห็น »

  1. ปราชญ์ วิปลาส กล่าว,

    ได้เวลาเขียนเรื่องสั้นแล้วม่อน วิธีเขียนมึงมาแล้ว

  2. ongart กล่าว,

    หากเราเดินจากโต๊ะตัวหนึ่งไปเรื่อยๆซักวันเราจะกลับมาที่อีกฝากของโต๊ะตัวเดิม .. จาก เรื่อง โต๊ะก็คือโต๊ะ ..

    อยากไปมากกกงานนี้ทั้งที่หนังสือที่กองอยู่ที่บ้านมากมายที่ยังไม่ได้อ่าน หรือ อ่านยังไม่จบ
    แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไป ด้วยเหตุผลนานาประการ ..

    หน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้ว.. วู้ววว

  3. ange* กล่าว,

    :)
    เขียนหนังสือๆ

  4. Tentty กล่าว,

    ชีวิตเราจะคลี่คลายไปอย่างไร? ทำไมต้องคลี่คลาย จะรู้ไปทำไม? ถ้ารู้ว่าคลี่คลายไปทางไหนแล้วจะได้อะไร… มันเหมือนการกดสูตร หรืออ่านเฉลยเวลาเล่มเกมส์รึป่าว? แล้วถ้าเกิดมีหนทางที่วางไว้แน่ๆ แล้วเราจะยังอยากเดินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วนั้นหรือป่าว? หรือเราจะปล่อยให้ชีวิตเราล่องลอย??? แล้วทำไมกูต้องตั้งคำถามเยอะแยะ…เออนั่นอะดิ??? ฮ่าๆ

    ปล.กูเปิดหน้าเอมไม่ได้ว่ะ เปิดปุ๊บแม่งดับทุกที เมิงออนแล้วทักมา..


ให้ความเห็น