12.16.08
1:19
1:19, เวลาอันปรากฏของเสียงโทรศัพท์ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว
ค่ำคืนอันเหน็ดเหนื่อยยาวนานที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวที่ปลายขั้วหัวใจ ผมนั่งเหม่อมองหมู่ดาวเรื่อยเปื่อยเรื่อยไป สลับกับการหันมาจ้องมองหน้าจอว่างเปล่าที่รอคอยตัวหนังสือจำนวนมาก ในขณะนั้น ผมตระหนักและรู้สึกถึงการมี/ดำรงอยู่ของนิ้วมือที่แข็งทื่อทั้งสิบนิ้วและ สมองอีกหนึ่งก้อนที่เฉยชา ในระหว่างที่ผมตั้งใจอย่างสุดเหยียดที่จะเขียนนวนิยายรักเรื่องแรกในชีวิตให้สำเร็จเสียสักทีหนึ่งหลังจากทิ้งมันค้างเติ่งอยู่ในร่องหยักเส้นใดเส้นหนึ่งบนสมองและทิ้งร้างอีกหลายส่วนไว้ในกองกระดาษยับยู่ยี่กองนั้นที่ไม่รู้ว่าจะถูกคุ้ยขึ้นมาเมื่อไร แต่ไม่ว่าจะเค้นจะคั้นมันสักเท่าใดมันก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน กองสำรอกทางภาษายังมิอาจเคลื่อนผ่านร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยค่อยๆตายไปร่างนี้ของผมได้เสียที.. ในชั่วขณะนั้นเอง ผมได้ยิน รับรู้ รู้สึก ถึงเสียงแว่บแว่วบางเสียงบางอย่าง จับใจความได้อย่างคลับคล้ายคลับคลาในทำนองที่ว่า “ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ” ผมไม่แน่ใจว่ามันใ่ช่ประโยคนั้นจริงหรือไม่ และผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันใช่หรือไม่ แต่ผมก็จดจำประโยคนั้นได้นานแสนนาน บางทีมันอาจไม่เคยมีเสียงแว่วนั่น ผมอาจสร้างมันขึ้นมาเองก็ได้ ผมไม่อาจตอบคำถามยากๆเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องความรู้สึก ความจด ความจำ ความรับรู้ มักเปนเรื่องยากที่จะตัดสินยากที่จะคิดยากที่จะทบทวนสำหรับผมเสมอ โอ้ววไม่! เสียงนั้นดังอีกครั้ง แต่กึกก้องขึ้น มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ผมได้ยินเสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง แก้วหูที่สั่นไหว เสียงนั้นเบียดแทรกผ่านเสียงเพลงของ the mars volta ที่ผมกำลังฟังอยู่ “ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆๆๆๆ ๆๆ ๆๆ ๆ….” เสียงดังก้องเนิ่นนาน สะท้อนไปมา ดังบ้างเบาบ้าง ทุ้มบ้างแหลมบ้าง วนเวียนอยู่ในรูหู ในร่องหู ในหลอดหู ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอะไรเกี่ยวกับหู ผมว่าเสียงนั้นมันเบียดชิดกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหู
ปรี๊ดดดดด! ปรี๊ดดดดดดด!
จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น มันสอดแทรกผ่านทั้งเสียงเพลงที่ผมเปิดไว้เปนเพื่อนหู และเสียงกู่ร้องเชิงเหยียดหยามจากดินแดนไกลโพ้นที่เสือกมาดังก้องอยู่ในร่องหูผมที่ว่าผมกำลังขาดแรงบันดาลใจ ผมหันไปคว้ามันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ผมยังไม่กล้ากดรับสายในทันที ผมฉวยโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเร็วนั้น เหตุผลประการสำคัญประการหนึ่งคือมันเปนเสียงเพลงที่ผมตั้งไว้สำหรับเธอเท่านั้น เสียงเพลงที่ผมตั้งไว้เพื่อรอเธอโทรมา ตั้งแต่ตอนที่เรายังมีกันและกันอยู่แนบชิดแนบแน่น มากไปกว่านั้น พูดไ้ด้ว่าการที่ผมหยิบฉวยโทรศัพท์อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เพราะมันกำลังสอดเสือกห้วงภวังค์ของความงงงงวยแต่อย่างใด แต่ที่ผมไม่กล้ารับโทรศัพท์นั้น เปนเพราะว่าผมตกใจปนแปลกใจอย่างมโหฬารมหาศาลที่เธอโทรเข้ามาหาผม มันช่างประหลาด เพราะเธอไม่เพียงแต่ไม่โทรหาผมนานแล้ว แต่เธอยังไม่รับโทรศัพท์ผมมาเปนเวลานานแสนนานแล้ว ..พร้อมๆกับอีกความรู้สึกหนึ่งคือ ผมขลาดและหวาดกลัวเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงเธอ.. (เรื่องนี้ยังขยายได้อีกยาว แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะเขียนในวันนี้.. ถ้างั้น ผมขอติดไว้ก่อนแล้วกัน)
หลังจากที่ผมกดรับโทรศัพท์ สำเนียงและน้ำเสียงอันคุ้นเคยแว่วผ่านโทรศัพท์มา เสียงนั้นทำให้ผมนึกถึงรอยยิ้มอันสดใสของสาวงามคนหนึ่ง สายตา และรอยยิ้ม ที่ผมไม่เคยจะมีวันลืม และไม่มีทางที่จะลืมมันไปได้แม้ว่าโลกนี้จะแตกสลายไปอีกสักร้อยพันหมื่นแสนล้านรอบก็ตาม เสียงนั้นทำให้ผมพูดไม่ออกเลยในทันทีเลยเทียว ผมนิ่งอึ้งอยู่นานโดยที่ไม่รู้ว่านานเท่าไร มันอาจนานกว่าเจ็ดร้อยล้านปีแสงหรือบางทีมันอาจสั้นเพียงหนึ่งจุดเจ็ดแปดเก้าวินาทีเท่านั้น.. ผมไม่ทราบ.. ผมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาเคลื่อนตัวหมุนไปเปนจังหวะ แต่ความรู้สึกของผมกลับเหมือนกาลเวลาของสรรพสิ่งหยุดอยู่อย่างนิ่งสนิท ไม่มีลมไหวปะทะผิวหน้า ไม่มีหยาดเหงื่อ ไม่รู้สึกถึงขนแขนที่ลุกชัน และไม่รู้สึกถึงรอยยิ้มที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผมหลังจากมันไม่โผล่ขึ้นมานานแล้ว ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็หลังจากที่ผมได้บอกเธอไปว่าผมคิดถึงเธอมาก คิดถึงแทบบ้า คิดถึงแทบตาย คิดถึงแทบขาดใจ คิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าอะไร แต่ทั้งหมดนั้นผมพูดมันไปด้วยคำๆเดียวคือ “คิดถึง” ถ้อยคำสั้นๆมีผมพยายามเก็บรวมความหมายมากมาย แต่สุดท้ายก็เปนได้แค่คำที่จองจำความหมายมากมายนั้นไว้ โดยที่ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอจะรู้สึกกับคำโง่ๆแค่ว่า “คิดถึง” อย่างไรบ้าง.. เมื่อประโยคนั้นจบลง ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของฝ่ามือ ที่มีเม็ดเหงื่ออุ่นๆจำนวนมหาศาลกระจายอยู่ไปทั่ว ผมรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่กำลังหนาชา ที่มีหยดเหงื่อจำนวนมากผุดขึ้นมา ผมรู้สึกถึงรักแร้ที่เปียกชื้นจนมาถึงเสื้อสีขาวตัวบางที่ผมใส่นอน ผมรู้สึกถึงอะไรต่อมิอะไรที่ทั้งชวนให้ตื่นเต้นตื่นตาและชวนให้ขยะแขยงจนกลั้นอาเจียนแทบไม่ทัน ฯลฯ ฯลฯ เวลาหยุดลงอีกคราเมื่อเธอตอบกลับมาว่า “เหมือนกัน”.. ในหะแรกที่ได้ยินเสียงนั้น ผมดีใจสุดขีดสุดเหยียดอย่างที่แทบทำอะไรไม่ถูกไม่ผิดไม่รู้ไม่ทราบไม่ดีไม่ชั่ว ผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป ได้แต่ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม และยิ้ม และ และ และ ฯลฯ… เราคุยกันอยู่ไม่นานจากนั้น เราสนทนาท่ามกลางกาลเวลาอันหยุดนิ่งงันของผม ประโยคข้อความต่างๆพุ่งสอดทะลุและปะทะทำลายกำแพงที่มองไม่เหนที่เคยก่อตัวขึ้นระหว่างเรา หลังจากถ้อยคำจำนวนไม่มากไม่น้อยจำนวนหนึ่งถูกแลกเปลี่ยนผ่านโทรศัพท์ เราก็เอ่ยคำร่ำลา ผมออดอ้อนเธอเล็กน้อยว่าจะโทรไปหาเธอ แล้วเราคงได้คุยกันอีก แล้วเธอก็วางสายไป
ผมรู้สึกเหมือนเวลาหมุนเดินอีกครั้งหนึ่ง แล้วผมก็กลับมานั่งทบทวนว่าเราคุยอะไรกันไปบ้าง.. แต่ยังไม่ทันได้ทบทวนไปสักเท่าไร.. น้ำตาจำนวนมหาศาลก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาสองข้างของผม.. โดยที่ผมไม่อาจตอบว่ามันเปนเพราะเหตุใด มันไหลออกมาด้วยเหตุผลอะไร และทำไมมันต้องไหล มันเปนน้ำตาของความสุขหรือเศร้าหรือเขลาหรือโง่หรืออะไรก็ตาม.. ผมตอบไม่ได้
ในชั่วขณะเดียวกันนั้น ผมกลับมานึกถึงคำที่เธอบอกว่า (เธอก็คิดถึงผม) “เหมือนกัน” — แน่นอน ข้อความในวงเล็บนั้น เธอไม่ได้พูด แต่ผมคิดเอาเอง.. เพราะเธอพูดเพียงแค่ว่า “เหมือนกัน” หลังจากที่ผมบอกเธอไปว่า “คิดถึง” .. เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผมค่อยๆเริ่มรู้สึกอย่างช้าๆว่าผมกำลังเศร้าแบบแปลกๆ รู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เกิด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ว่าเธอจะคิดถึงผมหรือไม่มันก็พ้นวิสัยที่ผมจะสามารถตอบได้ และมันคงเปนการไม่เปนเรื่องหากผมจะโทรกลับไปเพื่อถามหาคำตอบจากปากของเธอ.. จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบเข้ามาในหัว.. ผมคิดไปว่า บางที คำว่า “เหมือนกัน” อาจเปนคำตอบที่เซฟที่สุด คนพูดไม่ต้องเอ่ยปากคำใดๆ พร้อมกับให้คนฟังไปคิดกันต่อเอาเอง คนพูดไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเปลืองตัว เปนคำตอบของคนฉลาด.. ซึ่งในขณะที่คำกล่าวนั้นจบลง คำตอบของคนฉลาดดำๆนั้นมันก็ทำให้คนโง่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวอย่างไม่อาจอธิบาย
ผมยังคงร้องไห้..
ผมยังคงร้องไห้.. อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ยอมให้จบแบบนี้หรอกเพราะมันจะดูอ่อนแอเกินไป ดูน่าเบื่อเกินไป ดูไม่สนุกเกินไป.. ดังนั้น ในระหว่างที่ผมกำลังร้องไห้ให้กับบทสนทนาระหว่างผมและเธอที่พึ่งเกิดขึ้นและจบไปเมื่อสักครู่นี้ ร้องไห้ให้กับความรักที่ผ่านพ้นไปแล้วของผมและเธอ ร้องไห้ให้กับความหวังและความปรารถนาให้เธอกลับคืนมาใกล้ชิดกับผมอีก.. ขณะเดียวกันนั้น ผมก็ค่อยๆเคาะนิ้วมือทั้งสิบลงบนแป้นพิมพ์ ทีละนิ้ว ทีละตัว ทีละแป้น ตัวอักษรต่างๆที่ผมเคาะ ประกอบขึ้นเปนคำ เปนประโยค จนเปนเรื่องราวยืดยาว ผมนั่งประพันธ์เรื่องราวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเคล้าไปกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลเือื่อยอาบแก้ม สะอึกสะอื้น สะอึกสะอัก หยิบกระดาษชำระแผ่นหนามาเช็ดน้ำมูกเปนระยะๆ สลับกับการเคาะแป้นอักษร.. และแล้วนวนิยายรักที่ผมคาดหมายว่าจะเขียนให้จบเร็วที่สุดนั้น ในที่สุดก็ค่อยๆถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนั้นเอง มันถูกเขียนออกมาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้ว บรรทัดเล่า ผมรู้สึกได้ถึงการที่นิ้วมือข้อมือข้อศอกท่อนแขนหัวไหล่และหัวสมองของผมช่างสุดแสนพริ้วไหวเหลือเกินในชั่วขณะนี้..
ในระหว่างนั้นเอง… ผมสงสัยว่า นี่ใช่ แรงบันดาลใจ ไหมนะ?