<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>mad---mon&#039;s  place</title>
	<atom:link href="http://madmon.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://madmon.wordpress.com</link>
	<description>...just a very common blog...</description>
	<lastBuildDate>Mon, 29 Jun 2009 09:04:31 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='madmon.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/16d04e02060ccc97a8ee3c430ce0e743?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>mad---mon&#039;s  place</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>หม่นและเศร้า เหงาและหมอง..</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2009/06/29/lonesom/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2009/06/29/lonesom/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2009 09:04:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกธรรมดา..]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นเหียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[สำรอก]]></category>
		<category><![CDATA[อาเจียน]]></category>
		<category><![CDATA[อ้วก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=61</guid>
		<description><![CDATA[โต๊ะ-เก้าอี้ ตัวเดิม
นั่งริม หน้าต่าง บานเดิม
ในช่วง เวลา เดิมๆ
แต่ฉัน ไม่เคย เหมือนเดิม
ข้อความจืดชืดเรียบเรื่อยเฉื่อยเปื่อยผลุบๆโผล่ๆแว่บไปแว่บมาในความรับรู้ มันอาจผุดขึ้นมาจากภายใต้กระโหลกศีรษะ หรือมันอาจพรวดเข้ามาทางรูหู หรือมันอาจทะลักออกมาจากรูจมูก หรือบางทีมันอาจขย้อนขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรอที่ผลักและดันเอาแ๊ก๊สในท้องไส้ไตตับพุงของข้าพเจ้าขึ้นมา ข้อความจืดชืดนับได้ยี่สิบสามพยางค์พอดิบพอดีนั้น มันอาจไม่มีค่าความหมายใดให้ตีความ อาจเปนเพียงคำเกลื่อนกล่นที่ถูกบ่นก่นออกมาอย่างไร้สาระถึงที่สุด หรือมันอาจเปนถ้อยคำวางเรียงอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับบทกวี ที่มีช่องว่างเว้นวรรคไว้ให้ผู้อ่านทั้งหลายทั้งปวงตีความ ไม่ว่าจะระหว่างพยางค์ ระหว่างคำ ระหว่างวรรค ระหว่างบรรทัด และระหว่างอะไรต่อมิอะไร ตามแต่ใจปรารถนาภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างบางสิ่งของคำเหล่านั้น และภาษาที่ถูกใช้สำหรับการเขียน
และแน่นอนในที่นี้ผมคงจะไม่หยิบข้อความเฉื่อยแฉะน่าเบื่อหน่ายที่ถูกผมสำรอกออกมาวางแปะไว้บนหน้าที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้มาวิเคราะห์สังเคราะห์ตีความให้ท่านผู้อ่านได้รู้สึกเบื่อหน่ายไปมากกว่านี้เปนแน่แท้ เพราะผมคงไม่มีสิทธิอำนาจใดๆที่จะพยายามจูงจมูกให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายนั้นมาเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่แม้ตัวผมเองยังมิอาจเข้าใจมันได้แม้สักเพียงนิดน้อย แต่พร้อมกันนั้น มันกลับนึกขึ้นมาได้ว่าผมก็ไม่มีิสิทธิอำนาจใดๆที่จะบอกกล่าวท่านๆทั้งหลายให้มาตีความหาใจความ ถ้อยความและความหมายของสิ่งที่ผมพ่นออกมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่ท่านเปนผู้อ่าน และหากเชื่อว่าโมเม้นของการเขียนของคนที่ทำหน้าที่เขียนได้ผ่านไปแล้ว และผู้เขียนก็หมดความสามารถและความชอบธรรมในการยึดกุมเกาะเกี่ยวเหนี่ยวและรั้งความหมายของข้อเขียนที่ถูกเขียนออกมาแล้ว ใจความทุกสิ่งอย่างมันจึงกลายเปนสิ่งเปิดโล่งที่พร้อมจะกลายสภาพไปเป็นช่องว่างให้ได้ถูกแต่งเติม เสริมทา ระบายสี ฯลฯ ลงไปจนกว่าท่านผู้อ่านจะพอใจและเหนดีเหนงามไปกับมัน
ก่อนที่ผมจะสำรอกเอากองภาษาที่จุกคับอยู่ในทางเดินอาหารออกมาอีกกองหนึ่งจนอาจทำให้ท่านผู้อ่านต้องอึดอัด คลื่นเหียน ชวนอาเจียนแล้วล่ะก็ ผมคิดว่าผมควรหยุดถ่ายถ้อยคำเหล่านี้ไว้เพียงเท่านี้ และหากโอกาสที่เหมาะสมมาเยือน ข้าพเจ้าคงมีโอกาสได้สำรอกออกมาให้ท่านเชยชมอีกสักครั้ง-สองครั้งเปนอย่างน้อย เพื่อมาวิเคราะห์ดูว่า ตัวฉันนั้นได้รับประทานสิ่งใดลงไปบ้าง และเหตุอันใดตัวผมจึงอาเจียนเอาสิ่งเหล่านั้นออกมา หากท่านจะกรุณา หวังว่าข้าพเจ้าจะได้รับโอกาสเช่นนั้น อีกสักครั้งสักครา
ป.ล. หากท่านรู้สึกว่าข้อความในกล่องนี้กับหัวเรื่องที่ถูำกให้มันดูไม่ลงรอยไม่เข้ากัน ก็ขอให้ถือว่าเปนความอ่อนด้อยทางภาษาและความคิดอ่านของข้าพเจ้าเอง เพราะ้ต้องขอสาำรภาพตามตรงว่าข้าพเจ้ามิอาจตั้งชื่อให้กับมันได้ หรือบางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องมีชื่อ แต่ชื่อของมันในครั้งนี้ถูกเขียนขึ้นก่อนข้อความข้างล่าง และข้าพเจ้าก็เกียจคร้านเกินกว่าจะลบมันออกและเขียนขึ้นใหม่
   [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=61&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>โต๊ะ-เก้าอี้ ตัวเดิม</p>
<p>นั่งริม หน้าต่าง บานเดิม</p>
<p>ในช่วง เวลา เดิมๆ</p>
<p>แต่ฉัน ไม่เคย เหมือนเดิม</p>
<p>ข้อความจืดชืดเรียบเรื่อยเฉื่อยเปื่อยผลุบๆโผล่ๆแว่บไปแว่บมาในความรับรู้ มันอาจผุดขึ้นมาจากภายใต้กระโหลกศีรษะ หรือมันอาจพรวดเข้ามาทางรูหู หรือมันอาจทะลักออกมาจากรูจมูก หรือบางทีมันอาจขย้อนขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรอที่ผลักและดันเอาแ๊ก๊สในท้องไส้ไตตับพุงของข้าพเจ้าขึ้นมา ข้อความจืดชืดนับได้ยี่สิบสามพยางค์พอดิบพอดีนั้น มันอาจไม่มีค่าความหมายใดให้ตีความ อาจเปนเพียงคำเกลื่อนกล่นที่ถูกบ่นก่นออกมาอย่างไร้สาระถึงที่สุด หรือมันอาจเปนถ้อยคำวางเรียงอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับบทกวี ที่มีช่องว่างเว้นวรรคไว้ให้ผู้อ่านทั้งหลายทั้งปวงตีความ ไม่ว่าจะระหว่างพยางค์ ระหว่างคำ ระหว่างวรรค ระหว่างบรรทัด และระหว่างอะไรต่อมิอะไร ตามแต่ใจปรารถนาภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างบางสิ่งของคำเหล่านั้น และภาษาที่ถูกใช้สำหรับการเขียน</p>
<p>และแน่นอนในที่นี้ผมคงจะไม่หยิบข้อความเฉื่อยแฉะน่าเบื่อหน่ายที่ถูกผมสำรอกออกมาวางแปะไว้บนหน้าที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้มาวิเคราะห์สังเคราะห์ตีความให้ท่านผู้อ่านได้รู้สึกเบื่อหน่ายไปมากกว่านี้เปนแน่แท้ เพราะผมคงไม่มีสิทธิอำนาจใดๆที่จะพยายามจูงจมูกให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายนั้นมาเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่แม้ตัวผมเองยังมิอาจเข้าใจมันได้แม้สักเพียงนิดน้อย แต่พร้อมกันนั้น มันกลับนึกขึ้นมาได้ว่าผมก็ไม่มีิสิทธิอำนาจใดๆที่จะบอกกล่าวท่านๆทั้งหลายให้มาตีความหาใจความ ถ้อยความและความหมายของสิ่งที่ผมพ่นออกมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่ท่านเปนผู้อ่าน และหากเชื่อว่าโมเม้นของการเขียนของคนที่ทำหน้าที่เขียนได้ผ่านไปแล้ว และผู้เขียนก็หมดความสามารถและความชอบธรรมในการยึดกุมเกาะเกี่ยวเหนี่ยวและรั้งความหมายของข้อเขียนที่ถูกเขียนออกมาแล้ว ใจความทุกสิ่งอย่างมันจึงกลายเปนสิ่งเปิดโล่งที่พร้อมจะกลายสภาพไปเป็นช่องว่างให้ได้ถูกแต่งเติม เสริมทา ระบายสี ฯลฯ ลงไปจนกว่าท่านผู้อ่านจะพอใจและเหนดีเหนงามไปกับมัน</p>
<p>ก่อนที่ผมจะสำรอกเอากองภาษาที่จุกคับอยู่ในทางเดินอาหารออกมาอีกกองหนึ่งจนอาจทำให้ท่านผู้อ่านต้องอึดอัด คลื่นเหียน ชวนอาเจียนแล้วล่ะก็ ผมคิดว่าผมควรหยุดถ่ายถ้อยคำเหล่านี้ไว้เพียงเท่านี้ และหากโอกาสที่เหมาะสมมาเยือน ข้าพเจ้าคงมีโอกาสได้สำรอกออกมาให้ท่านเชยชมอีกสักครั้ง-สองครั้งเปนอย่างน้อย เพื่อมาวิเคราะห์ดูว่า ตัวฉันนั้นได้รับประทานสิ่งใดลงไปบ้าง และเหตุอันใดตัวผมจึงอาเจียนเอาสิ่งเหล่านั้นออกมา หากท่านจะกรุณา หวังว่าข้าพเจ้าจะได้รับโอกาสเช่นนั้น อีกสักครั้งสักครา</p>
<p>ป.ล. หากท่านรู้สึกว่าข้อความในกล่องนี้กับหัวเรื่องที่ถูำกให้มันดูไม่ลงรอยไม่เข้ากัน ก็ขอให้ถือว่าเปนความอ่อนด้อยทางภาษาและความคิดอ่านของข้าพเจ้าเอง เพราะ้ต้องขอสาำรภาพตามตรงว่าข้าพเจ้ามิอาจตั้งชื่อให้กับมันได้ หรือบางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องมีชื่อ แต่ชื่อของมันในครั้งนี้ถูกเขียนขึ้นก่อนข้อความข้างล่าง และข้าพเจ้าก็เกียจคร้านเกินกว่าจะลบมันออกและเขียนขึ้นใหม่</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/61/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=61&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2009/06/29/lonesom/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>the orphanage : อดีตหลอน</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2009/01/12/the-orphanage/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2009/01/12/the-orphanage/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2009 16:10:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ..]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง..]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[สเปน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังผี]]></category>
		<category><![CDATA[หน้ากาก]]></category>
		<category><![CDATA[อดีตหลอน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กกำพร้า]]></category>
		<category><![CDATA[the orphanage]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[
ข้อเขียนชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงหลังจากที่ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแ้ล้วสองสัปดาห์ (ได้ไปดูประมาณสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดยาวช่วงปีใหม่) ผมพยายามเขียนแบบหยิบเลือกและสรุปเนื้อหาบางตอนสลับกับการวิเคราะห์โดยพยายามเขียนให้เป็นเนื้อเดียวกันที่สุด ผิดพลาดประการใด/อ่อนหัดอย่างไร ก็ต้องขออภัยต่อการทำให้ท่านผู้อ่านเสียเวลามา ณ ที่นี้ และผมขอรับความโง่เขลาไว้โดยผู้เดียว
&#8230;&#8230;
เผยแพร่ครั้งแรกที่ cinemania@blogazine.prachatai.com เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552
 
::ข้อเขียนชิ้นนี้เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์::
1. จุดเริ่มต้นของจุดจบและ/หรือจุดเริ่มต้นอันใหม่
เรื่องราวปัจจุบันในภาพยนตร์บอกให้เรารู้ว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น Laura (Belén Rueda) เคยใช้ชีวิตช่วงเวลาหนึ่งอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งก่อนที่เธอจะถูกรับไปเลี้ยง สถานเลี้ยงเด็กนั้นอาจเรียกว่าอยู่ในพื้นที่ชนบทซึ่งห่างไกลผู้คน ตั้งอยู่ไม่ไกลชายหาดและทะเลซึ่งมีประภาคารสูงใหญ่คอยส่องไฟนำทาง และถ้ำอีกอันหนึ่ง, สถานที่ซึ่งเป็นอดีตแห่งความทรงจำของเธอ &#8230; 30 ปีต่อมา Laura กลับมาที่แห่งนี้อีกครั้ง เมื่อเธอ, สามีของเธอ – Carlos (Fernando Cayo), และ Simón (Roger Príncep) ลูกชายของทั้งคู่ (ซึ่งเป็นลูกที่ทั้งคู่รับมาเลี้ยง) ย้ายเข้ามาใน “บ้าน” หลังนี้ สองสามีภรรยาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหลังนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เพื่อทำให้มันกลับมาเป็นสถานเลี้ยงเด็กอีกครั้งหลังจากถูกทิ้งร้างไป
ตั้งแต่เปิดเรื่องได้ไม่นาน ตัวภาพยนตร์เปิดให้เรารับรู้ว่า Simón มีเพื่อนสองคนซึ่งพ่อแม่ของเขามองไม่เห็น! และเมื่อพวกเขาย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ Simón ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่คนหนึ่งในตอนที่ Laura พาเขาเข้าไปเล่นในถ้ำ! และตามมาด้วยเพื่อนใหม่อีก 5 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=56&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><div>
<p>ข้อเขียนชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงหลังจากที่ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแ้ล้วสองสัปดาห์ (ได้ไปดูประมาณสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดยาวช่วงปีใหม่) ผมพยายามเขียนแบบหยิบเลือกและสรุปเนื้อหาบางตอนสลับกับการวิเคราะห์โดยพยายามเขียนให้เป็นเนื้อเดียวกันที่สุด ผิดพลาดประการใด/อ่อนหัดอย่างไร ก็ต้องขออภัยต่อการทำให้ท่านผู้อ่านเสียเวลามา ณ ที่นี้ และผมขอรับความโง่เขลาไว้โดยผู้เดียว</p>
<p>&#8230;&#8230;</p>
<p>เผยแพร่ครั้งแรกที่ <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/cinemania/post/1648">cinemania@blogazine.prachatai.com</a> เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552</p>
<p> </p>
<p>::ข้อเขียนชิ้นนี้เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์::</p>
<p>1. จุดเริ่มต้นของจุดจบและ/หรือจุดเริ่มต้นอันใหม่</p>
<p>เรื่องราวปัจจุบันในภาพยนตร์บอกให้เรารู้ว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น Laura (Belén Rueda) เคยใช้ชีวิตช่วงเวลาหนึ่งอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งก่อนที่เธอจะถูกรับไปเลี้ยง สถานเลี้ยงเด็กนั้นอาจเรียกว่าอยู่ในพื้นที่ชนบทซึ่งห่างไกลผู้คน ตั้งอยู่ไม่ไกลชายหาดและทะเลซึ่งมีประภาคารสูงใหญ่คอยส่องไฟนำทาง และถ้ำอีกอันหนึ่ง, สถานที่ซึ่งเป็นอดีตแห่งความทรงจำของเธอ &#8230; 30 ปีต่อมา Laura กลับมาที่แห่งนี้อีกครั้ง เมื่อเธอ, สามีของเธอ – Carlos (Fernando Cayo), และ Simón (Roger Príncep) ลูกชายของทั้งคู่ (ซึ่งเป็นลูกที่ทั้งคู่รับมาเลี้ยง) ย้ายเข้ามาใน “บ้าน” หลังนี้ สองสามีภรรยาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหลังนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เพื่อทำให้มันกลับมาเป็นสถานเลี้ยงเด็กอีกครั้งหลังจากถูกทิ้งร้างไป</p>
<p>ตั้งแต่เปิดเรื่องได้ไม่นาน ตัวภาพยนตร์เปิดให้เรารับรู้ว่า Simón มีเพื่อนสองคนซึ่งพ่อแม่ของเขามองไม่เห็น! และเมื่อพวกเขาย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ Simón ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่คนหนึ่งในตอนที่ Laura พาเขาเข้าไปเล่นในถ้ำ! และตามมาด้วยเพื่อนใหม่อีก 5 คนในบ้านหลังนั้น , เด็ก 6 คนที่ไม่มีใครมองเห็น!</p>
<p>Simón ได้ชวนให้ Laura ร่วมเล่นเกมไขปริศนาผ่านสิ่งของกับเพื่อนที่มองไม่เห็นของเขา (ซึ่ง Laura มารู้ในภายหลังว่าพวกเธอและเขาเหล่านั้นคือเพื่อนในวัยเด็กของเธอ), เกมซึ่งสิ่งของต่างๆในฐานะที่เป็นคำใบ้สู่ปริศนาจะถูกวางอยู่อย่างผิดที่ผิดทาง และผู้เล่นต้องนำของเหล่านั้นแต่ละอันกลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นทีละอันๆจนพบคำตอบ, มันจึงเป็นเกมที่เล่นกับการสังเกต การรับรู้ ความเป็นระเบียบ ลำดับ ความคุ้นเคย และที่สำคัญคือความทรงจำ.. หลังเกมรอบแรกจบลงที่แฟ้มประวัติของ Simón ซึ่งมีข้อความหนึ่งที่บอกว่าเขาเป็นพาหะของโรคเอดส์ (HIV carrier แปลจาก portador del VIH) ทั้งคู่มีปากเสียงกัน Simón โกรธมากที่แม่และพ่อของเขาโกหกว่าเขาเป็นลูกจริงๆ ทั้งที่เขาถูกรับมาเลี้ยง นอกจากนั้น มันยังทำให้เขารู้ว่าถ้าเขาไม่กินยา ไม่นานเขาก็จะตาย</p>
<p> </p>
<p><span id="more-56"></span></p>
<p>2. คนหาย/การตาย และสายสัมพันธ์</p>
<p>ในวันหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศของงานเลี้ยงใส่หน้ากาก, งานเลี้ยงเปิดโรงเรียน/โรงเลี้ยงเด็กพิเศษของสองสามีภรรยา, Simón ต้องการให้ Laura ไปดู “บ้านเล็กของ Tomas”, เพื่อนใหม่คนหนึ่งของเขา, แต่ Laura ซึ่งกำลังวุ่นอยู่กับงานเลี้ยงปฏิเสธ ทั้งคู่มีปากเสียงกันอีก ไม่นานจากนั้น Laura ถูกแกล้ง/ทำร้ายโดยเด็กคนหนึ่งที่สวมหน้ากากกระสอบ, ซึ่งบนเสื้อมีข้อความว่า “Tomas”, เด็กซึ่งไม่มีใครเห็นเขายกเว้น Laura, และเป็นวันนั้นเองที่ Simón หายตัวไป!</p>
<p>การหายตัวของ Simón ทำให้ Laura ค่อยๆ “ย้อนเวลา” กลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เธอถูกรับไปเลี้ยง เธอได้รู้ว่าในบ้านเด็กกำพร้าหลังนั้นมีเด็กอีกคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก, เด็กชายพิการไม่กำพร้าผู้สวมหน้ากากกระสอบ, Tomas, และแม่ของเขา, Benigna, คนเลี้ยงเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งเธอไม่สามารถจดจำได้</p>
<p>เธอได้รู้ว่าหลังจากที่เธอออกจากบ้านเด็กกำพร้าไม่นาน ในวันหนึ่งเด็กๆไปเล่นกันในถ้ำริมทะเลซึ่งน้ำท่วมถึง เพื่อนๆของเธอแกล้ง Tomas โดยการถอดหน้ากากของเขาออกเพื่อที่จะรอดูใบหน้าไร้หน้ากากก้าวออกมาจากถ้ำ และตั้งแต่นั้น เขาก็ไม่กลับออกมาอีกเลย ในวันต่อมา ร่างไร้ชีวิตอันปราศจากหน้ากากของเด็กชายถูกพบบริเวณชายหาด ในเหตุการณ์นั้น เด็กๆคนอื่นไม่ถูกกล่าวโทษ ว่ากันว่ามันเป็นอุบัติเหตุจากการเล่นกันของเด็กเพียงเท่านั้น.. </p>
<p>Laura ค่อยๆปะติดปะต่อเรื่องราวต่อมาจนพบว่า หลังจาก Tomás ตายไปได้ไม่นาน Benigna ชำระแค้นให้กับลูกชายของเธอโดยการวางยาพิษเด็กกำพร้าที่เหลือจนตายไปทั้งหมด, “เด็กกำพร้า” ผู้ซึ่งไม่มีสายสัมพันธ์กับใครที่ต้องตายไปโดยไม่มีใครมาร้องขอความเป็นธรรมให้พวกเธอและเขา, Laura ค่อยๆแกะรอยจาก (เกมปริศนา) สิ่งของซึ่งวางอยู่ผิดที่ผิดทาง เธอค่อยๆพบ (และ/หรือเรียกคืนความทรงจำ?) และจัดเรียงสิ่งของต่างๆในบ้านบางอย่างให้เข้าที่เข้าทาง และในที่สุด มันทำให้เธอพบซากกระดูกของเพื่อนๆเด็กกำพร้าของเธอ (โดยที่ “ของ” ชิ้นสุดท้ายอีกชิ้นหนึ่งยังไม่ได้ถูกไขปริศนา) ..ในชั่วขณะนั้น เธอคงกำลังคิดว่าใกล้จะได้พบกับ Simón แล้วกระมัง&#8230; </p>
<p> </p>
<p>3. อดีตหลอน, ความทรงจำหวนคืน และการหลอมรวมของกาลเวลา</p>
<p>หลายเดือนผ่านไป และหลากวิธีในการค้นหา (ซึ่งรวมไปถึงการติดต่อกับวิญญาณผ่านคนทรงและการสะกดจิต) สองสามีภรรยาก็ยังไม่พบกับลูกชายที่หายไป.. Carlos ซึ่งแทบจะหมดหวังไปแล้วพยายามจะชวน Laura ออกไปจากบ้านหลังนั้นสักพักหนึ่ง แต่เธอก็ปฏิเสธ พร้อมๆไปกับการร้องขอที่จะได้เธออยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงลำพัง ด้วยความหวังว่าจะได้พบกับ Simón อีกครั้งหนึ่ง.. </p>
<p>ในระหว่างนั้น Laura จัดแจงเปลี่ยนสภาพบ้านหลังนั้นให้กลับไปเป็นโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแบบเดิมในวัยเด็กของเธอเมื่อสามสิบปีก่อน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆถูกนำกลับไปวางในที่เดิมที่มันเคยอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ Laura ได้นำการละเล่นในวัยเด็กกลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง พร้อมๆกับการกินยาจำนวนมหาศาล (คนทรงบอกกับเธอว่า ในสภาวะที่ใกล้จะถึงความตาย จะสามารถพบปะพูดคุยกับวิญญาณได้.. เธอคงจะกินยาเหล่านั้นเพื่อให้ใกล้ตาย) ภาพที่เราเห็นต่อมาคือเพื่อนของเธอค่อยๆปรากฏตัวขึ้น! เด็กๆกลับมาเล่นเกมเดิมๆอีกครั้ง! ทั้งหมดยังคงเป็นเด็ก! มีเพียงเธอเท่านั้นที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว! เวลาของเธอเดินทางต่อไปแต่เวลาสำหรับเด็กๆเหล่านั้นกลับนิ่งสนิท, ไม่ต่างอะไรกับ Peter Pan และ Neverland&#8230;</p>
<p>และแล้ว “ของ” ชิ้นสุดท้าย, “ลูกบิดประตู”, ก็ได้นำพา Laura ไปสู่ “ประตู” อันหนึ่ง, ประตูไปสู่ “บ้านเล็กของ Tomás” สถานที่ซึ่ง Simón เคยอยากจะพาเธอไปดูแต่เธอปฏิเสธ.. เธอพบร่างไร้ชีวิตของ Simón ในที่แห่งนั้น, ร่างเด็กชายที่สวมหน้ากากกระสอบ, หน้ากากกระสอบของ Tomás นั่นเอง!</p>
<p>Laura กินยาเข้าไปอีก (เธอคงอยากเข้าใกล้ความตายมากขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้พูดคุยกับลูกชายสุดที่รักของเธอ และเธออาจหวังลึกๆว่าจะนำเขากลับมาจากความตายได้สำเร็จ) ..และเพียงชั่วอึดใจ Simón ก็ลืมตาตื่นขึ้น, จากการที่เขาสามารถไขปริศนาจากเกมในตอนแรกได้เขาจึงสามารถอธิษฐานได้ข้อหนึ่ง, และคำอธิษฐานของ Simón ก็คือต้องการให้ Laura, แม่ของเขา อยู่ดูแล “พวกเขา” ณ ที่แห่งนี้, บ้านเด็กกำพร้าหลังเดิม, ที่ซึ่งเธอเคยจากไปเมื่อสามสิบปีก่อน </p>
<p>เมื่อสิ้นสุดคำอธิษฐาน Laura กลับมาสู่ The Orphanage (ในฐานะที่หมายถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า “แห่งนี้”) อีกครั้งหนึ่ง โดยอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งกับเพื่อนๆในวัยเด็กซึ่งเธอได้จากมา พร้อมๆกับได้อยู่กับลูกชายสุดที่รักของเธออีกครั้งหนึ่ง ในแง่นี้ ความทรงจำและแรงปรารถนาแห่ง “อดีต” จึงได้หลอมรวมเข้ากับความคาดหมายแห่ง “ปัจจุบัน” และแรงปราถนาแห่ง “อนาคต” กลายเป็นความสมปรารถนาอันปราศจากเวลา กาลเวลาของ The Orphanage จึงหยุดนิ่งอย่าง Neverland และพวกเธอและเขาคงจะไม่มีวันพรากจากกันไปอีก.. ตลอดกาล</p>
<p> </p>
<p>4. คำลงท้าย</p>
<p>หาก The Orphanage ในฐานะของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งหลอมรวมอดีต, ปัจจุบัน, และอนาคตของ Laura เข้าด้วยกัน แล้ว The Orphanage ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะกล่าวได้ว่ามันคืออะไร.. ผมเห็นว่าคงไม่เป็นการเยินยอจนเกินไปหากจะบอกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนผสมชั้นดีของหนังดราม่าหนักๆที่ทั้งแสดงภาพของความรักของครอบครัวพร้อมๆไปกับแสดงภาพในบางแง่มุมของสังคมที่ “เด็กกำพร้า” (และอาจแทนที่ด้วยคนกลุ่มอื่นๆอีกมากมาย) เป็นกลุ่มคนที่ถูกละทิ้ง, ผสมผสานเข้ากับพล็อตเรื่องของหนังฆาตรกรรมที่ตัวเอกต้องเสาะหาฆาตรกรที่สร้างปมให้เกิดเรื่องราวทั้งหมด, พร้อมๆไปกับความเป็นหนัง “ผี” ที่ “หลอกหลอน” ตัวละครเอกของเรื่องและผู้ชมไปพร้อมๆกัน.. แต่ไม่ว่า “ผี” ในภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีจริงหรือไม่ก็ตาม สำหรับ Laura แล้ว “อดีต” ของเธอนั่นแหละที่เป็น “ผี” มาคอย “หลอน” เธออยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ต้องสงสัย</p></div>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/56/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=56&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2009/01/12/the-orphanage/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>1:19</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2008/12/16/119/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2008/12/16/119/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2008 19:04:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องสั้นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[1:19, เวลาอันปรากฏของเสียงโทรศัพท์ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว
ค่ำคืนอันเหน็ดเหนื่อยยาวนานที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวที่ปลายขั้วหัวใจ ผมนั่งเหม่อมองหมู่ดาวเรื่อยเปื่อยเรื่อยไป สลับกับการหันมาจ้องมองหน้าจอว่างเปล่าที่รอคอยตัวหนังสือจำนวนมาก ในขณะนั้น ผมตระหนักและรู้สึกถึงการมี/ดำรงอยู่ของนิ้วมือที่แข็งทื่อทั้งสิบนิ้วและ สมองอีกหนึ่งก้อนที่เฉยชา ในระหว่างที่ผมตั้งใจอย่างสุดเหยียดที่จะเขียนนวนิยายรักเรื่องแรกในชีวิตให้สำเร็จเสียสักทีหนึ่งหลังจากทิ้งมันค้างเติ่งอยู่ในร่องหยักเส้นใดเส้นหนึ่งบนสมองและทิ้งร้างอีกหลายส่วนไว้ในกองกระดาษยับยู่ยี่กองนั้นที่ไม่รู้ว่าจะถูกคุ้ยขึ้นมาเมื่อไร แต่ไม่ว่าจะเค้นจะคั้นมันสักเท่าใดมันก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน กองสำรอกทางภาษายังมิอาจเคลื่อนผ่านร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยค่อยๆตายไปร่างนี้ของผมได้เสียที.. ในชั่วขณะนั้นเอง ผมได้ยิน รับรู้ รู้สึก ถึงเสียงแว่บแว่วบางเสียงบางอย่าง จับใจความได้อย่างคลับคล้ายคลับคลาในทำนองที่ว่า &#8220;ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ&#8221; ผมไม่แน่ใจว่ามันใ่ช่ประโยคนั้นจริงหรือไม่ และผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันใช่หรือไม่ แต่ผมก็จดจำประโยคนั้นได้นานแสนนาน บางทีมันอาจไม่เคยมีเสียงแว่วนั่น ผมอาจสร้างมันขึ้นมาเองก็ได้ ผมไม่อาจตอบคำถามยากๆเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องความรู้สึก ความจด ความจำ ความรับรู้ มักเปนเรื่องยากที่จะตัดสินยากที่จะคิดยากที่จะทบทวนสำหรับผมเสมอ โอ้ววไม่! เสียงนั้นดังอีกครั้ง แต่กึกก้องขึ้น มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ผมได้ยินเสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง แก้วหูที่สั่นไหว เสียงนั้นเบียดแทรกผ่านเสียงเพลงของ the mars volta ที่ผมกำลังฟังอยู่ &#8220;ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆๆๆๆ ๆๆ ๆๆ ๆ&#8230;.&#8221; เสียงดังก้องเนิ่นนาน สะท้อนไปมา ดังบ้างเบาบ้าง ทุ้มบ้างแหลมบ้าง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=46&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>1:19, เวลาอันปรากฏของเสียงโทรศัพท์ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว</p>
<p>ค่ำคืนอันเหน็ดเหนื่อยยาวนานที่เต็มไปด้วยความเหน็บหนาวที่ปลายขั้วหัวใจ ผมนั่งเหม่อมองหมู่ดาวเรื่อยเปื่อยเรื่อยไป สลับกับการหันมาจ้องมองหน้าจอว่างเปล่าที่รอคอยตัวหนังสือจำนวนมาก ในขณะนั้น ผมตระหนักและรู้สึกถึงการมี/ดำรงอยู่ของนิ้วมือที่แข็งทื่อทั้งสิบนิ้วและ สมองอีกหนึ่งก้อนที่เฉยชา ในระหว่างที่ผมตั้งใจอย่างสุดเหยียดที่จะเขียนนวนิยายรักเรื่องแรกในชีวิตให้สำเร็จเสียสักทีหนึ่งหลังจากทิ้งมันค้างเติ่งอยู่ในร่องหยักเส้นใดเส้นหนึ่งบนสมองและทิ้งร้างอีกหลายส่วนไว้ในกองกระดาษยับยู่ยี่กองนั้นที่ไม่รู้ว่าจะถูกคุ้ยขึ้นมาเมื่อไร แต่ไม่ว่าจะเค้นจะคั้นมันสักเท่าใดมันก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน กองสำรอกทางภาษายังมิอาจเคลื่อนผ่านร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยค่อยๆตายไปร่างนี้ของผมได้เสียที.. ในชั่วขณะนั้นเอง ผมได้ยิน รับรู้ รู้สึก ถึงเสียงแว่บแว่วบางเสียงบางอย่าง จับใจความได้อย่างคลับคล้ายคลับคลาในทำนองที่ว่า &#8220;ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ&#8221; ผมไม่แน่ใจว่ามันใ่ช่ประโยคนั้นจริงหรือไม่ และผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันใช่หรือไม่ แต่ผมก็จดจำประโยคนั้นได้นานแสนนาน บางทีมันอาจไม่เคยมีเสียงแว่วนั่น ผมอาจสร้างมันขึ้นมาเองก็ได้ ผมไม่อาจตอบคำถามยากๆเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องความรู้สึก ความจด ความจำ ความรับรู้ มักเปนเรื่องยากที่จะตัดสินยากที่จะคิดยากที่จะทบทวนสำหรับผมเสมอ โอ้ววไม่! เสียงนั้นดังอีกครั้ง แต่กึกก้องขึ้น มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ผมได้ยินเสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในรูหูทั้งสองข้าง แก้วหูที่สั่นไหว เสียงนั้นเบียดแทรกผ่านเสียงเพลงของ the mars volta ที่ผมกำลังฟังอยู่ &#8220;ไอ่ห่า! มึงกำลังขาดแรงบันดาลใจ ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆๆๆๆ ๆๆ ๆๆ ๆ&#8230;.&#8221; เสียงดังก้องเนิ่นนาน สะท้อนไปมา ดังบ้างเบาบ้าง ทุ้มบ้างแหลมบ้าง วนเวียนอยู่ในรูหู ในร่องหู ในหลอดหู ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกอะไรเกี่ยวกับหู ผมว่าเสียงนั้นมันเบียดชิดกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหู</p>
<p>ปรี๊ดดดดด! ปรี๊ดดดดดดด!</p>
<p>จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น มันสอดแทรกผ่านทั้งเสียงเพลงที่ผมเปิดไว้เปนเพื่อนหู และเสียงกู่ร้องเชิงเหยียดหยามจากดินแดนไกลโพ้นที่เสือกมาดังก้องอยู่ในร่องหูผมที่ว่าผมกำลังขาดแรงบันดาลใจ ผมหันไปคว้ามันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ผมยังไม่กล้ากดรับสายในทันที ผมฉวยโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเร็วนั้น เหตุผลประการสำคัญประการหนึ่งคือมันเปนเสียงเพลงที่ผมตั้งไว้สำหรับเธอเท่านั้น เสียงเพลงที่ผมตั้งไว้เพื่อรอเธอโทรมา ตั้งแต่ตอนที่เรายังมีกันและกันอยู่แนบชิดแนบแน่น มากไปกว่านั้น พูดไ้ด้ว่าการที่ผมหยิบฉวยโทรศัพท์อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เพราะมันกำลังสอดเสือกห้วงภวังค์ของความงงงงวยแต่อย่างใด แต่ที่ผมไม่กล้ารับโทรศัพท์นั้น เปนเพราะว่าผมตกใจปนแปลกใจอย่างมโหฬารมหาศาลที่เธอโทรเข้ามาหาผม มันช่างประหลาด เพราะเธอไม่เพียงแต่ไม่โทรหาผมนานแล้ว แต่เธอยังไม่รับโทรศัพท์ผมมาเปนเวลานานแสนนานแล้ว ..พร้อมๆกับอีกความรู้สึกหนึ่งคือ ผมขลาดและหวาดกลัวเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงเธอ.. (เรื่องนี้ยังขยายได้อีกยาว แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะเขียนในวันนี้.. ถ้างั้น ผมขอติดไว้ก่อนแล้วกัน)</p>
<p>หลังจากที่ผมกดรับโทรศัพท์ สำเนียงและน้ำเสียงอันคุ้นเคยแว่วผ่านโทรศัพท์มา เสียงนั้นทำให้ผมนึกถึงรอยยิ้มอันสดใสของสาวงามคนหนึ่ง สายตา และรอยยิ้ม ที่ผมไม่เคยจะมีวันลืม และไม่มีทางที่จะลืมมันไปได้แม้ว่าโลกนี้จะแตกสลายไปอีกสักร้อยพันหมื่นแสนล้านรอบก็ตาม เสียงนั้นทำให้ผมพูดไม่ออกเลยในทันทีเลยเทียว ผมนิ่งอึ้งอยู่นานโดยที่ไม่รู้ว่านานเท่าไร มันอาจนานกว่าเจ็ดร้อยล้านปีแสงหรือบางทีมันอาจสั้นเพียงหนึ่งจุดเจ็ดแปดเก้าวินาทีเท่านั้น.. ผมไม่ทราบ.. ผมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาเคลื่อนตัวหมุนไปเปนจังหวะ แต่ความรู้สึกของผมกลับเหมือนกาลเวลาของสรรพสิ่งหยุดอยู่อย่างนิ่งสนิท ไม่มีลมไหวปะทะผิวหน้า ไม่มีหยาดเหงื่อ ไม่รู้สึกถึงขนแขนที่ลุกชัน และไม่รู้สึกถึงรอยยิ้มที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผมหลังจากมันไม่โผล่ขึ้นมานานแล้ว ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็หลังจากที่ผมได้บอกเธอไปว่าผมคิดถึงเธอมาก คิดถึงแทบบ้า คิดถึงแทบตาย คิดถึงแทบขาดใจ คิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าคิดถึงยิ่งกว่าอะไร แต่ทั้งหมดนั้นผมพูดมันไปด้วยคำๆเดียวคือ &#8220;คิดถึง&#8221; ถ้อยคำสั้นๆมีผมพยายามเก็บรวมความหมายมากมาย แต่สุดท้ายก็เปนได้แค่คำที่จองจำความหมายมากมายนั้นไว้ โดยที่ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอจะรู้สึกกับคำโง่ๆแค่ว่า &#8220;คิดถึง&#8221; อย่างไรบ้าง.. เมื่อประโยคนั้นจบลง ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของฝ่ามือ ที่มีเม็ดเหงื่ออุ่นๆจำนวนมหาศาลกระจายอยู่ไปทั่ว ผมรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่กำลังหนาชา ที่มีหยดเหงื่อจำนวนมากผุดขึ้นมา ผมรู้สึกถึงรักแร้ที่เปียกชื้นจนมาถึงเสื้อสีขาวตัวบางที่ผมใส่นอน ผมรู้สึกถึงอะไรต่อมิอะไรที่ทั้งชวนให้ตื่นเต้นตื่นตาและชวนให้ขยะแขยงจนกลั้นอาเจียนแทบไม่ทัน ฯลฯ ฯลฯ เวลาหยุดลงอีกคราเมื่อเธอตอบกลับมาว่า &#8220;เหมือนกัน&#8221;.. ในหะแรกที่ได้ยินเสียงนั้น ผมดีใจสุดขีดสุดเหยียดอย่างที่แทบทำอะไรไม่ถูกไม่ผิดไม่รู้ไม่ทราบไม่ดีไม่ชั่ว ผมไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป ได้แต่ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม และยิ้ม และ และ และ ฯลฯ&#8230; เราคุยกันอยู่ไม่นานจากนั้น เราสนทนาท่ามกลางกาลเวลาอันหยุดนิ่งงันของผม ประโยคข้อความต่างๆพุ่งสอดทะลุและปะทะทำลายกำแพงที่มองไม่เหนที่เคยก่อตัวขึ้นระหว่างเรา หลังจากถ้อยคำจำนวนไม่มากไม่น้อยจำนวนหนึ่งถูกแลกเปลี่ยนผ่านโทรศัพท์ เราก็เอ่ยคำร่ำลา ผมออดอ้อนเธอเล็กน้อยว่าจะโทรไปหาเธอ แล้วเราคงได้คุยกันอีก แล้วเธอก็วางสายไป</p>
<p>ผมรู้สึกเหมือนเวลาหมุนเดินอีกครั้งหนึ่ง แล้วผมก็กลับมานั่งทบทวนว่าเราคุยอะไรกันไปบ้าง.. แต่ยังไม่ทันได้ทบทวนไปสักเท่าไร.. น้ำตาจำนวนมหาศาลก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาสองข้างของผม.. โดยที่ผมไม่อาจตอบว่ามันเปนเพราะเหตุใด มันไหลออกมาด้วยเหตุผลอะไร และทำไมมันต้องไหล มันเปนน้ำตาของความสุขหรือเศร้าหรือเขลาหรือโง่หรืออะไรก็ตาม.. ผมตอบไม่ได้</p>
<p>ในชั่วขณะเดียวกันนั้น ผมกลับมานึกถึงคำที่เธอบอกว่า (เธอก็คิดถึงผม) &#8220;เหมือนกัน&#8221; &#8212; แน่นอน ข้อความในวงเล็บนั้น เธอไม่ได้พูด แต่ผมคิดเอาเอง.. เพราะเธอพูดเพียงแค่ว่า &#8220;เหมือนกัน&#8221; หลังจากที่ผมบอกเธอไปว่า &#8220;คิดถึง&#8221; .. เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผมค่อยๆเริ่มรู้สึกอย่างช้าๆว่าผมกำลังเศร้าแบบแปลกๆ รู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เกิด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ว่าเธอจะคิดถึงผมหรือไม่มันก็พ้นวิสัยที่ผมจะสามารถตอบได้ และมันคงเปนการไม่เปนเรื่องหากผมจะโทรกลับไปเพื่อถามหาคำตอบจากปากของเธอ.. จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบเข้ามาในหัว.. ผมคิดไปว่า บางที คำว่า &#8220;เหมือนกัน&#8221; อาจเปนคำตอบที่เซฟที่สุด คนพูดไม่ต้องเอ่ยปากคำใดๆ พร้อมกับให้คนฟังไปคิดกันต่อเอาเอง คนพูดไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเปลืองตัว เปนคำตอบของคนฉลาด.. ซึ่งในขณะที่คำกล่าวนั้นจบลง คำตอบของคนฉลาดดำๆนั้นมันก็ทำให้คนโง่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวอย่างไม่อาจอธิบาย</p>
<p>ผมยังคงร้องไห้..</p>
<p>ผมยังคงร้องไห้.. อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผมไม่ยอมให้จบแบบนี้หรอกเพราะมันจะดูอ่อนแอเกินไป ดูน่าเบื่อเกินไป ดูไม่สนุกเกินไป.. ดังนั้น ในระหว่างที่ผมกำลังร้องไห้ให้กับบทสนทนาระหว่างผมและเธอที่พึ่งเกิดขึ้นและจบไปเมื่อสักครู่นี้ ร้องไห้ให้กับความรักที่ผ่านพ้นไปแล้วของผมและเธอ ร้องไห้ให้กับความหวังและความปรารถนาให้เธอกลับคืนมาใกล้ชิดกับผมอีก.. ขณะเดียวกันนั้น ผมก็ค่อยๆเคาะนิ้วมือทั้งสิบลงบนแป้นพิมพ์ ทีละนิ้ว ทีละตัว ทีละแป้น ตัวอักษรต่างๆที่ผมเคาะ ประกอบขึ้นเปนคำ เปนประโยค จนเปนเรื่องราวยืดยาว ผมนั่งประพันธ์เรื่องราวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเคล้าไปกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลเือื่อยอาบแก้ม สะอึกสะอื้น สะอึกสะอัก หยิบกระดาษชำระแผ่นหนามาเช็ดน้ำมูกเปนระยะๆ สลับกับการเคาะแป้นอักษร.. และแล้วนวนิยายรักที่ผมคาดหมายว่าจะเขียนให้จบเร็วที่สุดนั้น ในที่สุดก็ค่อยๆถูกเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนั้นเอง มันถูกเขียนออกมาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า บรรทัดแล้ว บรรทัดเล่า ผมรู้สึกได้ถึงการที่นิ้วมือข้อมือข้อศอกท่อนแขนหัวไหล่และหัวสมองของผมช่างสุดแสนพริ้วไหวเหลือเกินในชั่วขณะนี้..</p>
<p>ในระหว่างนั้นเอง&#8230; ผมสงสัยว่า นี่ใช่ แรงบันดาลใจ ไหมนะ?</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/46/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=46&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2008/12/16/119/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แดนอรัญ แสงทอง</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2008/11/18/daen-aransaengthong/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2008/11/18/daen-aransaengthong/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Nov 2008 17:19:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[1]]></category>
		<category><![CDATA[แดนอรัญ แสงทอง]]></category>
		<category><![CDATA[Chevalier De L"Ordre Des Arts Des Lettres]]></category>
		<category><![CDATA[Daen-aran Saengthong]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[ผมเพิ่งจะเขียนถึงบุคคลผู้นี้เมื่อคราวที่แล้วนี่เอง (โปรดดูโพสก่อนหน้า) และยังไม่ทันจะเขียนเรื่องของตัวเอง หรือเขียนเรื่องอื่นๆๆ ผมกลับต้องมาเขียนถึงบุคคลผู้นี้อีกครั้ง&#8230;&#8230;
&#8220;แดนอรัญ แสงทอง&#8221; นามปากกาของคนผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า &#8220;สเน่ห์ สังข์สุข&#8221; เขาเป็นนักเขียนคนหนึ่ง เป็นผู้เขียนคนหนึ่ง เป็นผู้ประพันธ์คนหนึ่ง เป็นนักแปลคนหนึ่ง เป็นนักอ่านคนหนึ่ง และเป็นอะไรๆต่ออะไรอีกตั้งมากตั้งมายตั้งก่ายตั้งกอง
ผมได้ยินชื่อของบุคคลผู้นี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ได้ยินพร้อมๆกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเคยเขียน จากคำแนะนำของคุณFxxkNoEvil หนังสือเล่มนั้นคือ &#8220;เงาสีขาว&#8221; หนึ่งในหนังสือเล่มโปรดซึ่งมีอยู่ไม่กี่เล่มของผม หนังสือซึ่งอ่านแล้วรู้สึกได้ถึงกระแสธารที่ไหลบ่ารุนแรงจากแรงปรารถนา ความพรวดพราดพลุ่งพล่านของความคิดฝันและความเพ้อคลั่งซึ่งไม่รู้มันต่างกันตรงไหน หนังสือซึ่งเป็นอะไรอะไรอะไรอะไรอะไรอีกมากมาย ฯลฯ
..หากลองถามว่า &#8220;คนไทย&#8221; (ไม่อยากใช้คำนี้เลยจริงๆ แต่พูดจริงๆเหอะ วันนี้ผมขี้เกียจเขียน ขี้เกียจพิม ขี้เกียจคิด ต่างๆนาๆ เป็นบ้าเลยล่ะ) รู้จัก แดนอรัญ แสงทอง ไหม?
ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะตอบอย่างไร.. ซึ่งถ้าอยากรุ้ก็คงต้องไปถามกันเอาเอง
แต่ที่ผมพูดถึงบุคคลนามนี้ในกาละนี้และเทศะนี้ คงเป็นเพราะ&#8230;&#8230; (ผมขี้เกียจพิมแล้ว ขออนุญาตตัดแปะเลยละกัน)
::: ข้อความที่ท่านกำลังจะได้อ่านข้างล่างนี้ ผมหยิบมาจาก &#8220;แดนอรัญ แสงทอง อัศวินหรือขบถวรรณกรรม?&#8221; :::
&#8220;แดน อรัญ แสงทอง ได้รับการอวยยศให้เป็น &#8220;อัศวิน&#8221; ได้รับอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier De L&#8221;Ordre Des Arts Des [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=40&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ผมเพิ่งจะเขียนถึงบุคคลผู้นี้เมื่อคราวที่แล้วนี่เอง (โปรดดูโพสก่อนหน้า) และยังไม่ทันจะเขียนเรื่องของตัวเอง หรือเขียนเรื่องอื่นๆๆ ผมกลับต้องมาเขียนถึงบุคคลผู้นี้อีกครั้ง&#8230;&#8230;</p>
<p>&#8220;แดนอรัญ แสงทอง&#8221; นามปากกาของคนผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า &#8220;สเน่ห์ สังข์สุข&#8221; เขาเป็นนักเขียนคนหนึ่ง เป็นผู้เขียนคนหนึ่ง เป็นผู้ประพันธ์คนหนึ่ง เป็นนักแปลคนหนึ่ง เป็นนักอ่านคนหนึ่ง และเป็นอะไรๆต่ออะไรอีกตั้งมากตั้งมายตั้งก่ายตั้งกอง</p>
<p>ผมได้ยินชื่อของบุคคลผู้นี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ได้ยินพร้อมๆกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเคยเขียน จากคำแนะนำของคุณ<a href="http://fxxknoevil.wordpress.com/">FxxkNoEvil</a> หนังสือเล่มนั้นคือ &#8220;เงาสีขาว&#8221; หนึ่งในหนังสือเล่มโปรดซึ่งมีอยู่ไม่กี่เล่มของผม หนังสือซึ่งอ่านแล้วรู้สึกได้ถึงกระแสธารที่ไหลบ่ารุนแรงจากแรงปรารถนา ความพรวดพราดพลุ่งพล่านของความคิดฝันและความเพ้อคลั่งซึ่งไม่รู้มันต่างกันตรงไหน หนังสือซึ่งเป็นอะไรอะไรอะไรอะไรอะไรอีกมากมาย ฯลฯ</p>
<p>..หากลองถามว่า &#8220;คนไทย&#8221; (ไม่อยากใช้คำนี้เลยจริงๆ แต่พูดจริงๆเหอะ วันนี้ผมขี้เกียจเขียน ขี้เกียจพิม ขี้เกียจคิด ต่างๆนาๆ เป็นบ้าเลยล่ะ) รู้จัก แดนอรัญ แสงทอง ไหม?</p>
<p>ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะตอบอย่างไร.. ซึ่งถ้าอยากรุ้ก็คงต้องไปถามกันเอาเอง</p>
<p>แต่ที่ผมพูดถึงบุคคลนามนี้ในกาละนี้และเทศะนี้ คงเป็นเพราะ&#8230;&#8230; (ผมขี้เกียจพิมแล้ว ขออนุญาตตัดแปะเลยละกัน)</p>
<p>::: ข้อความที่ท่านกำลังจะได้อ่านข้างล่างนี้ ผมหยิบมาจาก &#8220;<a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ent01151151&amp;sectionid=0105&amp;day=2008-11-15">แดนอรัญ แสงทอง อัศวินหรือขบถวรรณกรรม?</a>&#8221; :::</p>
<blockquote><p>&#8220;แดน อรัญ แสงทอง ได้รับการอวยยศให้เป็น &#8220;อัศวิน&#8221; ได้รับอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier De L&#8221;Ordre Des Arts Des Lettres จากกระทรวงวัฒนธรรมและการสื่อสารของประเทศฝรั่งเศส เป็นนักเขียนชาวไทย &#8220;คนแรก&#8221; และ &#8220;คนเดียว&#8221; ที่ได้รับเกียรติยศนี้&#8221;</p></blockquote>
<blockquote><p><span>&#8220;เงาสีขาว &#8230;. มีเนื้อหา และถ้อยคำแสดงถึงความรุนแรงทางสังคม ศาสนา และที่สำคัญคือความรุนแรงทางเพศ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หลายคนวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงประเด็นทางศีลธรรม และกลายเป็นผลงานที่ถูกปฏิเสธจากคนที่นับถือความดีในสังคมไทย โดยมองข้ามพลังทางวรรณศิลป์และศิลปะที่โดดเด่นอย่างยากจะอธิบาย ในปี พ.ศ.2536 เงาสีขาวเข้าสู่รอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์ แต่ด้วยเนื้อหาที่คิดว่าหมิ่นเหม่ คณะกรรมการจึงลงมติให้ขับเงาสีขาวออกจากการเสนอชื่อ นี่คือปฏิกิริยาจากบรรณพิภพไทย&#8221;</span></p></blockquote>
<blockquote><p>&#8220;อสรพิษ กลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในหลายมหาวิทยาลัยฝั่งยุโรป และยังเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มโปรดของโฆเซ่ มูรินโญ อดีตผู้จัดการทีมเชลซี (ผจก.อินเตอร์ มิลาน คนปัจจุบัน &#8212; themadmon) นักข่าวจากทั้งจากสวิสเซอร์แลนด์ อิตาลีตามหาตัวนักเขียนกันให้ควั่กเพื่อหวังสัมภาษณ์ แต่ในประเทศไทย แม้อสรพิษจะมียอดพิมพ์เพียง 2,000 เล่ม ทว่าก็ยังวางอยู่ที่สำนักพิมพ์เป็นกองสูง&#8221; (<a href="http://search.library.tu.ac.th/ipac20/ipac.jsp?session=Y2270284135YI.268463&amp;profile=pridi&amp;uri=full=3100001@!389817@!5&amp;ri=4&amp;aspect=basic_search&amp;menu=search&amp;source=203.131.219.164@!db73_tudb&amp;ipp=20&amp;staffonly=&amp;term=แดน�รัญ+แสงท�ง.&amp;index=AUTHOR&amp;uindex=&amp;aspect=basic_search&amp;menu=search&amp;ri=4">ห้องสมุดปรีดีฯมีหนังสือเล่มนี้ครับ</a> นั่งอ่านแว่บเดียวก็จบ เชิญไปแวะหาอ่านกันได้หากไม่เจอตามร้านหนังสือ, งานหนังสือปีล่าสุด ก็มีขายนะครับ &#8212; themadmon)</p></blockquote>
<p>ผมคงไม่พูดอะไรให้มากความไปกว่านี้ ของแบบนี้ บางทีก็ต้องลองด้วยตัวเองครับ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/40/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/40/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/40/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/40/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/40/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/40/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/40/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/40/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/40/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/40/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=40&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2008/11/18/daen-aransaengthong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ตัวผม, งานหนังสือปีนี้ และรถเมล์คันหนึ่ง</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2008/10/22/thbookfair/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2008/10/22/thbookfair/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Oct 2008 16:33:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[1]]></category>
		<category><![CDATA[thailandbookfair]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[บนเก้าอี้ตัวมุมลึกสุดฝั่งเดียวกับคนขับ บนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 40, ผมนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง, &#8220;ดวงตาที่สาม&#8221; เรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนผู้ซึ่งทำให้ผมประทับใจจาก &#8220;เงาสีขาว&#8221; &#8211; แดนอรัญ แสงทอง (นามปากกา), ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาพร้อมๆกับ &#8220;มาตานุสติ&#8221; และ &#8220;เจ้าการะเกด&#8221; ของผู้เขียนเดียวกันจากบูธ &#8220;สามัญชน&#8221; ใน &#8220;งานหนังสือ&#8221;(มหกรรมหนังสือระดับชาติ) ปีล่าสุด &#8211; ปีนี้ &#8211; และวันนี้, 22 ตุลาคม 51, เมื่อประมาณสอง-สามชั่วโมงก่อนหน้าตอนที่ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น
หลังจากทะเลาะกับตัวเองอยู่หลายคราหลายยก ผมก็สามารถเอาชนะความขี้เกียจในตัวเองได้อย่างฉิวเฉียดเปนที่สุด ตัดสินใจพาร่างกายเข้าไปชำระล้างในห้องน้ำ&#8230; ก่อนที่จะพาตัวออกจากห้องสี่เหลี่ยมเพื่อไปอยู่ในพาหนะสี่เหลี่ยม!, รถประจำทาง และ รถไฟฟ้า, เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ตึกหลายเหลี่ยม ที่เรียกว่าศูนย์ประชุมฯ, ที่ผมแวะเวียนมาไม่บ่อยนัก แต่ก็ค่อนข้างมีความเป็นประจำระดับหนึ่งอยู่, &#8220;งานหนังสือฯ&#8221; &#8212; ไม่ว่าชื่อเปนทางการมันจะเปนยังไงก็ตาม ผมก็เรียกมันอย่างนั้น.. เรื่อยมา เรื่อยไป
หนังสือสามเล่มที่ได้เอ่ยถึงไปในย่อหน้าแรกนั้น หากนับเวลาเปนช่วงที่ยาวนานกว่านับเปนนาทีหรือชั่วโมง คงไม่ผิดที่ผมจะบอกว่ามันถูกซื้อมาพร้อมๆกับหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง, &#8220;และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏฯ&#8221; ของ อ.ประจักษ์ (ก้องกีรติ) &#8212; &#8220;เพศฯ&#8221; ของ อ.ธเนศ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=35&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>บนเก้าอี้ตัวมุมลึกสุดฝั่งเดียวกับคนขับ บนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 40, ผมนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง, &#8220;ดวงตาที่สาม&#8221; เรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนผู้ซึ่งทำให้ผมประทับใจจาก &#8220;เงาสีขาว&#8221; &#8211; แดนอรัญ แสงทอง (นามปากกา), ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาพร้อมๆกับ &#8220;มาตานุสติ&#8221; และ &#8220;เจ้าการะเกด&#8221; ของผู้เขียนเดียวกันจากบูธ &#8220;สามัญชน&#8221; ใน &#8220;งานหนังสือ&#8221;(มหกรรมหนังสือระดับชาติ) ปีล่าสุด &#8211; ปีนี้ &#8211; และวันนี้, 22 ตุลาคม 51, เมื่อประมาณสอง-สามชั่วโมงก่อนหน้าตอนที่ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น</p>
<p>หลังจากทะเลาะกับตัวเองอยู่หลายคราหลายยก ผมก็สามารถเอาชนะความขี้เกียจในตัวเองได้อย่างฉิวเฉียดเปนที่สุด ตัดสินใจพาร่างกายเข้าไปชำระล้างในห้องน้ำ&#8230; ก่อนที่จะพาตัวออกจากห้องสี่เหลี่ยมเพื่อไปอยู่ในพาหนะสี่เหลี่ยม!, รถประจำทาง และ รถไฟฟ้า, เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ตึกหลายเหลี่ยม ที่เรียกว่าศูนย์ประชุมฯ, ที่ผมแวะเวียนมาไม่บ่อยนัก แต่ก็ค่อนข้างมีความเป็นประจำระดับหนึ่งอยู่, &#8220;งานหนังสือฯ&#8221; &#8212; ไม่ว่าชื่อเปนทางการมันจะเปนยังไงก็ตาม ผมก็เรียกมันอย่างนั้น.. เรื่อยมา เรื่อยไป</p>
<p>หนังสือสามเล่มที่ได้เอ่ยถึงไปในย่อหน้าแรกนั้น หากนับเวลาเปนช่วงที่ยาวนานกว่านับเปนนาทีหรือชั่วโมง คงไม่ผิดที่ผมจะบอกว่ามันถูกซื้อมาพร้อมๆกับหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง, &#8220;และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏฯ&#8221; ของ อ.ประจักษ์ (ก้องกีรติ) &#8212; &#8220;เพศฯ&#8221; ของ อ.ธเนศ (วงศ์ยานนาวา) &#8212; &#8220;ชาติ ศาสนา ซาชิิิมิ&#8221; ของพี่โญ(ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) &#8212; &#8220;ฟ้าเดียวกัน&#8221; และ &#8220;อ่าน&#8221; เล่มล่าสุด</p>
<p>บนเก้าอี้ตัวนั้น ลมเย็นเฉียบจากเ ครื่องปรับอากาศปะทะผิวหน้าผมอยู่แทบจะตลอดเวลา ใบหน้าเย็นยะเยียบนั้น, ซึ่งเปนฉากของดวงตาทั้งสองของผมที่จับจ้องลงบนหนังสือที่ชื่อว่า &#8220;ดวงตาที่สาม&#8221; ไล่เรียงอ่านตามทีละตัวอักษร คำ บรรทัด ย่อหน้า หน้ากระดาษ, หันไปหันมาสลับไปมาระหว่างหน้ากระดาษกับทิวทัศน์เบื้องนอกที่ถูกมองผ่านกระจกบานหนาที่ถูกไอเย็นและเม็ดฝนจับอยู่ทั่วไปหมด เนื่องจากผมไม่ค่อยได้ขึ้นรถเมลสายนี้ในระยะทางยาวๆ และในแต่ละครั้งที่ขึ้นผมก้มักไม่ได้สังเกตทิศทางการเดินรถมากนัก เมื่อประกอบกับวันนี้ซึ่งสมาธิผมจับจ้องอยู่กับตัวหนังสือ, เส้นทาง และ ระยะทาง จึงไม่ได้ถูกผมประเมินค่าความหมายและให้ความสนใจ ผมเพียงแต่ขยับสายตาไปจับจ้องนาฬิกาบนข้อมือเพื่อดูว่าเข็มนาฬิกาเคลื่อนไปอยู่ตรงไหนแล้วเพื่อให้ตัวผมเองได้ทราบเวลา แต่ไม่จำเปนต้องทราบสถานที่อันแน่นอนในขณะนั้น แค่มองเห็นว่าผมยังไม่ถึงจุดหมายที่ต้องลงก็พอ</p>
<p>การจราจรเป็นไปอย่างไม่สะดวกนัก แต่มันกลับสะดวกยิ่งนักที่จะทำให้ผมสามารถนั่งจดจ่อกับตัวอักษรได้นานๆ โดยไม่มีผลกระทบกระเืทือนต่อสายตา ดังเช่นบางครั้งบางคราที่ผมมักจะปวดตายิบๆหรือปวดหัวเบาๆตึบๆเวลาอ่านหนังสือบนรถประจำทางที่เคลื่อนที่ ตัวอักษรถูกมองเห็นและอ่านผ่านไปทีละตัว ทีละคำ ประโยค บรรทัด ย่อหน้า&#8230; นิ้วมือผมพลิกเปิดหน้ากระดาษผ่านไปหน้าแล้วหน้าเล่า.. เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆดังที่ผู้เขียนได้วางเอาไว้ (ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีโอกาสมา fix ความหมายได้อีกต่อไปแล้วก็ตาม) รถประจำทางก็ค่อยเคลื่อนไป.. ช้าบ้างเร็วบ้าง.. ตัวผมก็เคลื่อนไปตามรถคันนั้น.. แน่นอน! ชีวิตผมก็กำลังเคลื่อนไปเ่ช่นกัน เคลื่อนผ่านตัวอักษร ข้ามผ่านกาลเวลา ก้าวผ่านซ้อนไปซ้อนมาบนพรมแดน เส้นแบ่ง ของ สถานที่ต่างๆ เคลื่อนผ่านจินตนาการ ความฝัน ความจริง ฯลฯ</p>
<p>ผมลุกจากเก้าอี้ตัวนั้น เพื่อก้าวเดินออกจากประตูรถคันนั้น.. รถเมลคันนั้นเคลื่อนตัวผ่านไป รถคันนั้นมีเส้นทางของมัน เส้นทางประจำของมัน ซ้ำไปซ้ำมา.. แล้วชีวิตผมเล่า? มันก็ซ้ำซากพอกันมิใช่หรือ.. ขึ้น-ลง รถประจำทางคันแล้วคันเล่า ที่ป้ายเดิมๆ วันแล้ววันเล่า เดินทางไปในสถานที่ซ้ำซากซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. เดินทาง.. เพียงเพื่อให้กลับมาหยุด และเดินทางต่อ ในสถานที่เดิมๆ</p>
<p>&#8220;ดวงตาืีที่สาม&#8221; ถูกอ่านจบลงไปอย่างรวดเร็ว.. ตัวละครแต่ละตัวในโลกของ &#8220;ดวงตาที่สาม&#8221; พบความคลี่คลายในตัวเอง.. แต่ชีวิตของผม และเราๆท่านๆทั้งหลายเล่า.. มันคลี่คลายไปอย่างไร เรามองเห็นเรื่องราว มองเห็น plot ในชีวิตหรือไม่? ผมคงตอบคำถามเหล่านี้แทนใครไม่ได้.. เพราะเราๆท่านๆ ยังไงก็คงสามารถ &#8220;เขียน&#8221; เรื่องราว/เรื่องเล่าของชีวิตตัวเองได้บ้าง มันก็เปรียบดังนิยายหรือเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกเขียน.. แต่มันคงมิใช่เมจิคัล เรียลลิสม์ หรือเซอร์เรีียลลิสม์เป็นแน่!</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/35/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=35&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2008/10/22/thbookfair/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เราจะอยู่กันอย่างไรในวินาทีนี้และต่อไปข้างหน้าในบ้านเมืองนี้</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2008/09/02/how/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2008/09/02/how/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Sep 2008 17:15:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=26</guid>
		<description><![CDATA[ในวันผู้คนกำลังแตกกระเจิงกระจายออกเป็นสองฝักสองฝ่ายใหญ่ๆ ซึ่งระหว่างความต่างนั้นย่อมมีผู้คนที่ความคิดเห็นแตกต่างไม่ลงรอยกันอยู่อีกจนเกินกว่าสองฝ่าย แต่ความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างหลากหลายตรงนี้นี่เองมิใช่หรือที่เป็นความสวยงามและบ่อเกิดของความสวยงามมากมายบนโลกใบนี้ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความชอบมิใช่หรือที่ได้สร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาอย่างไม่ที่สิ้นสุดในทุกวันนี้ ความแตกต่างทางความคิดความเชื่อนี่เองมิใช่หรือที่ทำให้ผู้คนได้พูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนลับเหลี่ยมลับมุมความคิดความเชื่อของกันและกันสะท้อนกลับกันไปกันมา ฯลฯ ตราบเท่าที่คนต่างฝ่ายต่างความคิดยังคงไม่ลุกขึ้นมาประจันหน้าถืออาวุธจับไม้จับมีดจับปืนห้ำหั่นฆ่าฟันกัน ความแตกต่างเป็นฝักเป็นฝ่ายตรงข้ามกันย่อมไม่ได้เป็นและสร้างปัญหา ตราบเท่าที่เรายังเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีความเป็นมนุษย์หรือความเป็นสิ่งมีชีวิตเท่าๆกับเรา ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร ไม่มีใครถูกหรือผิดมากไปกว่าใคร สิ่งเหล่านั้นล้วนเพียงแต่เป็นความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อความรักความชังความชอบและอีกหลายล้านความเท่านั้น
ภาพที่พอมองเห็นกันในสื่อต่างๆเหล่านั้นเมื่อมองแล้วเราสะท้อนคิดอะไร? ผมมองว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพแทนของความเกลียดชังและความรุนแรง ความเกลียดชังที่ถูกผลิตขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากปลายปากกา หยดหมึก ไมโครโฟน และที่มีพลังไม่น้อยไปกว่ากันเลยคือปากต่อปาก ผู้คนสองฝ่ายกำลังร่วมแรงสามัคคีกันอย่างไม่ได้นัดหมายในการสร้างความเกลียดชังทับทบถมทวีขึ้นในมวลชนแต่ละฝ่าย ผ่านวิธีคิดที่สร้างให้คนข้างใดข้างหนึ่งดีกว่า ถูกต้องกว่า มีคุณธรรมกว่า ฉลาดกว่า รักชาติกว่า สูงส่งกว่า ฯลฯ และอีกฝ่ายหนึ่งเลวทรามต่ำช้ากว่า คุณธรรมต่ำกว่า โง่กว่า และผิดไปเสียหมด ฯลฯ สร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมขึ้นเพื่อกดทับทำลายฝ่ายตรงข้าม และพร้อมจะใช้ความสูงส่งกว่าตรงนี้เพื่อสั่งสอนจัดการแก่คนที่ต้อยต่ำกว่า และรวมไปถึงการผลิตซ้ำความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนกระทั่งทำให้การใช้อาวุธฟาดฟันอีกฝ่ายกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำไปได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร อีกทั้งยังสนุกสนานสะใจที่เห็นอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งแล้วถูกรุมทำร้ายอย่างไม่หยุดหย่อน เราจะยังปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นและดำเนินต่อไปอีกนานเพียงไร
แต่ไม่ว่าสถานการณ์ในอีกหนึ่งวินาทีข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไร ยังมีคำถามลำดับถัดไปอยู่ที่ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในบ้านเมืองนี้ เมื่อสังคมนี้ยังคงต้องก้าวเดินต่อไป หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว ผู้คนที่ขัดแย้งแต่งต่างเหล่านี้จะยังคงจงเกลียดจงชังกันต่อไปในชุมชนในจินตนาการที่เราเรียกกันว่า “บ้าน” เดียวกันนี้กันอยู่ได้อย่างไร หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว หากไปเจอกันที่ใดที่หนึ่ง หากยังจดจำกันได้ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรของใครซักคนเพื่ออะไรก็ตาม” กับ “แนวร่วมอะไรก็ตามต้านอะไรสักอย่าง” จะยังคงเกลียดชังกันต่อไปหรือ จะยังคงหยิบอาวุธออกมาห้ำหั่นกันอีกหรือ หรือเขาเหล่านั้นจะนั่งลงพูดคุย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=26&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ในวันผู้คนกำลังแตกกระเจิงกระจายออกเป็นสองฝักสองฝ่ายใหญ่ๆ ซึ่งระหว่างความต่างนั้นย่อมมีผู้คนที่ความคิดเห็นแตกต่างไม่ลงรอยกันอยู่อีกจนเกินกว่าสองฝ่าย แต่ความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างหลากหลายตรงนี้นี่เองมิใช่หรือที่เป็นความสวยงามและบ่อเกิดของความสวยงามมากมายบนโลกใบนี้ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความชอบมิใช่หรือที่ได้สร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาอย่างไม่ที่สิ้นสุดในทุกวันนี้ ความแตกต่างทางความคิดความเชื่อนี่เองมิใช่หรือที่ทำให้ผู้คนได้พูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนลับเหลี่ยมลับมุมความคิดความเชื่อของกันและกันสะท้อนกลับกันไปกันมา ฯลฯ ตราบเท่าที่คนต่างฝ่ายต่างความคิดยังคงไม่ลุกขึ้นมาประจันหน้าถืออาวุธจับไม้จับมีดจับปืนห้ำหั่นฆ่าฟันกัน ความแตกต่างเป็นฝักเป็นฝ่ายตรงข้ามกันย่อมไม่ได้เป็นและสร้างปัญหา ตราบเท่าที่เรายังเห็นอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีความเป็นมนุษย์หรือความเป็นสิ่งมีชีวิตเท่าๆกับเรา ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร ไม่มีใครถูกหรือผิดมากไปกว่าใคร สิ่งเหล่านั้นล้วนเพียงแต่เป็นความแตกต่างทางความคิดความเห็นความเชื่อความรักความชังความชอบและอีกหลายล้านความเท่านั้น<span id="more-26"></span></p>
<p>ภาพที่พอมองเห็นกันในสื่อต่างๆเหล่านั้นเมื่อมองแล้วเราสะท้อนคิดอะไร? ผมมองว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพแทนของความเกลียดชังและความรุนแรง ความเกลียดชังที่ถูกผลิตขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากปลายปากกา หยดหมึก ไมโครโฟน และที่มีพลังไม่น้อยไปกว่ากันเลยคือปากต่อปาก ผู้คนสองฝ่ายกำลังร่วมแรงสามัคคีกันอย่างไม่ได้นัดหมายในการสร้างความเกลียดชังทับทบถมทวีขึ้นในมวลชนแต่ละฝ่าย ผ่านวิธีคิดที่สร้างให้คนข้างใดข้างหนึ่งดีกว่า ถูกต้องกว่า มีคุณธรรมกว่า ฉลาดกว่า รักชาติกว่า สูงส่งกว่า ฯลฯ และอีกฝ่ายหนึ่งเลวทรามต่ำช้ากว่า คุณธรรมต่ำกว่า โง่กว่า และผิดไปเสียหมด ฯลฯ สร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมขึ้นเพื่อกดทับทำลายฝ่ายตรงข้าม และพร้อมจะใช้ความสูงส่งกว่าตรงนี้เพื่อสั่งสอนจัดการแก่คนที่ต้อยต่ำกว่า และรวมไปถึงการผลิตซ้ำความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนกระทั่งทำให้การใช้อาวุธฟาดฟันอีกฝ่ายกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำไปได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร อีกทั้งยังสนุกสนานสะใจที่เห็นอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งแล้วถูกรุมทำร้ายอย่างไม่หยุดหย่อน เราจะยังปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นและดำเนินต่อไปอีกนานเพียงไร</p>
<p>แต่ไม่ว่าสถานการณ์ในอีกหนึ่งวินาทีข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไร ยังมีคำถามลำดับถัดไปอยู่ที่ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในบ้านเมืองนี้ เมื่อสังคมนี้ยังคงต้องก้าวเดินต่อไป หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว ผู้คนที่ขัดแย้งแต่งต่างเหล่านี้จะยังคงจงเกลียดจงชังกันต่อไปในชุมชนในจินตนาการที่เราเรียกกันว่า “บ้าน” เดียวกันนี้กันอยู่ได้อย่างไร หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว หากไปเจอกันที่ใดที่หนึ่ง หากยังจดจำกันได้ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรของใครซักคนเพื่ออะไรก็ตาม” กับ “แนวร่วมอะไรก็ตามต้านอะไรสักอย่าง” จะยังคงเกลียดชังกันต่อไปหรือ จะยังคงหยิบอาวุธออกมาห้ำหั่นกันอีกหรือ หรือเขาเหล่านั้นจะนั่งลงพูดคุย แล้วรับฟังกันและกัน ถกเถียงอย่างเข้าใจโดยไม่ลงมือลงไม้ทุบตีให้เจ็บปวดล้มตายกันทุกฝ่ายทุกคน</p>
<p>อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าไม่ว่าสถานการณ์ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไรหรือจะจบอย่างไรก็ได้ แล้วเราค่อยมานึกถึงสิ่งที่อยู่หลังจากนั้นต่อไป แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ย่อยของระยะทางระยะยาวทั้งหมดทั้งมวล ย่อมส่งผลไปถึงการณ์ที่จะเกิดในกาลข้างหน้า สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดจึงต้องถูกนำมาพิจารณาอย่างละเลยไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์เฉพาะหน้ามากไปกว่าสถานการณ์ระยะยาว และในทำนองเดียวกัน ก็ต้องนึกถึงสถานการณ์ในระยะไกลไม่มากไม่น้อยไปกว่าเหตุการณ์ปัจจุบัน</p>
<p>ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าให้ผู้คนต้องสามัคคีกัน สมานฉันท์กัน หนึ่งใจเดียวกัน ฯลฯ เพราะไม่เพียงแต่มันจะไม่ใช่คำตอบ แต่มันยังเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกที่แตกต่างหลากหลาย เพราะความในคำเหล่านั้นล้วนแต่ปิดกั้นและกดทับความแตกต่างที่สวยงามที่ควรจะมีอยู่อย่างมากมายบนโลกใบนี้ แต่ผมกำลังบอกว่าเราต้องอยู่กันด้วยความเข้าใจและรับฟังซึ่งกันและกัน กล้าที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างเข้าใจและพยายามจะทำความเข้าใจ กล้าที่จะบอกว่าไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตามมีโอกาสที่จะผิดและถูก ดีและชั่วไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน และทุกๆฝ่ายต้องมีสิทธิที่จะพูดจะเขียนถึงความคิดความเห็นความเชื่อของตนเท่าๆกัน ถึงตอนนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ “เรา” ต้องหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบแล้วมาคุยกันว่าเราจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในบ้านเมืองนี้และบนโลกใบนี้&#8230; “เรา” ที่ไม่ว่าจะประกอบด้วยใครต่อใครต่อใครและใครก็ตาม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:left;">
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/madmon.wordpress.com/26/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/madmon.wordpress.com/26/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/26/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/26/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/26/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/26/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/26/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/26/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/26/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/26/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/26/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/26/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=26&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2008/09/02/how/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2008/08/18/myblbrnites/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2008/08/18/myblbrnites/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Aug 2008 17:32:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนัง..]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=20</guid>
		<description><![CDATA[[ เผยแพร่ครั้งแรก blogazine@prachatai : เมษายน 2008 ]
ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง ‘หว่องการ์ไว&#8216; (Wong Kar Wai) ที่เพิ่งเข้าฉายให้ผู้ชมในดินแดนประเทศไทยได้ชมกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านมา ( 2008 ) ที่มีชื่อว่า My Blueberry Nights นั้น อาจมีประเด็นต่างๆ นานาให้สามารถสร้างบทสนทนากันได้มากมายและยาวนาน แต่สำหรับในที่นี้นั้น ผมอยากจะ ‘หยิบเลือก&#8216; เพียงบางประเด็นมา ‘อ่าน&#8216; หรืออีกนัยหนึ่ง ‘สนทนา&#8216; เกี่ยวกับ ‘ตัวละคร&#8216; ในภาพยนตร์ดังกล่าว ภายใต้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ‘ความทรงจำ&#8216; ซึ่งสะท้อนร่วมกับความคิดเกี่ยวกับ ‘เวลา&#8216;
ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ต่างก็มี ‘ความจำ/ความทรงจำ&#8216; ในฐานะที่เป็น ‘เรื่องราว/เรื่องเล่า&#8216; ในบางส่วนเสี้ยว หรือในบางแง่มุมของชีวิต ซึ่ง ‘เรื่องราว&#8216; ดังที่ว่านี้อาจมีสถานะเป็นทั้ง ‘แรงขับดัน&#8216; ให้กับชีวิต-ในการก้าวไปสู่ ‘อนาคต&#8216;, อาจเป็น ‘โซ่ตรวน&#8216; หรือแม้กระทั่ง ‘กรงขัง&#8216; แห่งชีวิต-ให้ติดอยู่กับ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=20&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>[ เผยแพร่ครั้งแรก <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/cinemania/post/624">blogazine@prachatai</a> : เมษายน 2008 ]</p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span>หว่องการ์ไว</span>&#8216; (Wong Kar Wai) <span>ที่เพิ่งเข้าฉายให้ผู้ชมในดินแดนประเทศไทยได้ชมกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านมา ( 2008 ) ที่มีชื่อว่า </span><strong>My Blueberry Nights</strong> <span>นั้น อาจมีประเด็นต่างๆ นานาให้สามารถสร้างบทสนทนากันได้มากมายและยาวนาน แต่สำหรับในที่นี้นั้น ผมอยากจะ </span>‘<span>หยิบเลือก</span>&#8216; <span>เพียงบางประเด็นมา </span>‘<span>อ่าน</span>&#8216; <span>หรืออีกนัยหนึ่ง </span>‘<span>สนทนา</span>&#8216; <span>เกี่ยวกับ </span>‘<span>ตัวละคร</span>&#8216; <span>ในภาพยนตร์ดังกล่าว ภายใต้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง </span>‘<span>ความทรงจำ</span>&#8216; <span>ซึ่งสะท้อนร่วมกับความคิดเกี่ยวกับ </span>‘<span>เวลา</span>&#8216;</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ต่างก็มี </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span>ความจำ/ความทรงจำ</span>&#8216; <span>ในฐานะที่เป็น </span>‘<span>เรื่องราว/เรื่องเล่า</span>&#8216; <span>ในบางส่วนเสี้ยว หรือในบางแง่มุมของชีวิต ซึ่ง </span>‘<span>เรื่องราว</span>&#8216; <span>ดังที่ว่านี้อาจมีสถานะเป็นทั้ง </span>‘<span>แรงขับดัน</span>&#8216; <span>ให้กับชีวิต</span>-<span>ในการก้าวไปสู่ </span>‘<span>อนาคต</span>&#8216;, <span>อาจเป็น </span>‘<span>โซ่ตรวน</span>&#8216; <span>หรือแม้กระทั่ง </span>‘<span>กรงขัง</span>&#8216; <span>แห่งชีวิต</span>-<span>ให้ติดอยู่กับ </span>‘<span>อดีต</span>&#8216;, <span>หรือในบางครั้ง บางเรื่องราว</span>, <span>บางความทรงจำ ก็อาจไม่ได้เป็นทั้งพลังขับเคลื่อนและ/หรือพลังฉุดรั้งใดๆ ต่อชีวิตเลย</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">สำหรับความคิดเรื่อง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span>ความทรงจำ</span>&#8216; <span>นั้น เราๆ ท่านๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่ถูก </span>‘<span>หยิบเลือก</span>&#8216; <span>และรวมไปถึงการ </span>‘<span>ตัดทอน</span>&#8216; <span>จากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ต่างพบเจอในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต เป็นเรื่องของ </span>‘<span>การเลือก</span>&#8216; <span>ที่จะ </span>‘<span>จดจำ</span>&#8216; <span>หรือ </span>‘<span>ลืมเลือน</span>&#8216; <span>บางสิ่งบางอย่าง</span>, <span>บางเหตุการณ์</span>, <span>และแม้กระทั่งคนบางคน ให้ </span>‘<span>อยู่</span>&#8216; <span>หรือ </span>‘<span>ไม่อยู่</span>&#8216; <span>ในชีวิต หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้น</span>, <span>อยู่หรือไม่อยู่ในความทรงจำ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า การหยิบเลือกหรือตัดทอนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นภายใต้ </span>‘<span>การให้ความหมาย</span>&#8216; <span>หรือ </span>‘<span>คุณค่า</span>&#8216;</span></p>
<p><a href="http://blogazine.prachatai.com/user/cinemania/post/624">อ่านต่อที่ blogazine prachatai</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/madmon.wordpress.com/20/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/madmon.wordpress.com/20/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/20/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/20/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/20/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/20/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/20/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/20/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/20/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/20/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/20/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/20/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=20&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2008/08/18/myblbrnites/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ปัดฝุ่น</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2008/08/18/18/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2008/08/18/18/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Aug 2008 17:22:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[บล๊อกถูกทิ้งร้างอีกครั้ง.. ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก.. จะซ้ำอีกกี่ทีกี่ครั้งกี่ซ้อนก็ไม่รู้..
การเขียน &#8211; สิ่งที่ผมอยากจะทำอย่างเปนประจำ &#8211; ก็เลยไม่ถูกทำอย่างเปนประจำเสียที
กลับมาอีกครั้งเปนครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ (ตอนแรกแทบจะจำชื่อ login กับ pw ไม่ได้ &#8211; มั่วๆเอา ก็ถูกซะงั้น)
กลับมาครั้งนี้.. ขอปัดฝุ่นครับ.. เลยลบโพสเก่าๆไปหลายอัน..
และจะพยายามเขียนอย่างต่อเนื่อง(กว่านี้)ให้ได้(มากขึ้น)
เอาล่ะ.. ก่อนจะจากไป โพสบทความเก่าไว้ซักอันนึงแล้วกัน
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=18&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>บล๊อกถูกทิ้งร้างอีกครั้ง.. ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก.. จะซ้ำอีกกี่ทีกี่ครั้งกี่ซ้อนก็ไม่รู้..</p>
<p>การเขียน &#8211; สิ่งที่ผมอยากจะทำอย่างเปนประจำ &#8211; ก็เลยไม่ถูกทำอย่างเปนประจำเสียที</p>
<p>กลับมาอีกครั้งเปนครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ (ตอนแรกแทบจะจำชื่อ login กับ pw ไม่ได้ &#8211; มั่วๆเอา ก็ถูกซะงั้น)</p>
<p>กลับมาครั้งนี้.. ขอปัดฝุ่นครับ.. เลยลบโพสเก่าๆไปหลายอัน..</p>
<p>และจะพยายามเขียนอย่างต่อเนื่อง(กว่านี้)ให้ได้(มากขึ้น)</p>
<p>เอาล่ะ.. ก่อนจะจากไป โพสบทความเก่าไว้ซักอันนึงแล้วกัน</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/madmon.wordpress.com/18/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/madmon.wordpress.com/18/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/18/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=18&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2008/08/18/18/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;bad education&#8221; กับความแจ่ม</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2007/04/23/badeducation/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2007/04/23/badeducation/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2007 15:33:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[หนัง..]]></category>
		<category><![CDATA[bad education]]></category>
		<category><![CDATA[movies]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://madmon.wordpress.com/2007/04/23/bad-education-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3/</guid>
		<description><![CDATA[[เผยแพร่อีกแห่งหนึ่งในชื่อ "เรื่องเล่าบนความสัมพันธ์ของชายหลายคน.." ที่ prachatai weekend 21/7/2550]
เรื่องราวที่ซ้อนทับ.. การซ้อนทับของเรื่องเล่า..
เรื่องเล่าบนความสัมพันธ์ของชายหลายคน..
&#8230;
ชายผู้หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า อิกนาซิโอ้ เดินเข้ามาพบกับ เอนริเก้, ผู้กำกับซึ่งกำลังคิดพล๊อตหนังเรื่องใหม่, โดยบอกว่าเขาคือเพื่อนเก่าในวันวาน.. เอนริเก้นึกถึงรักแรกในวัยเด็กของเขา.. โอ้.. &#8220;อิกนาซิโอ้&#8221;
ชายผู้นั้นนำนิยายมาเรื่องหนึ่ง &#8220;La Visita&#8221;(ผู้มาเยือน) เรื่องราววัยเด็กของพวกเขา..
เอนริเก้ อ่าน &#8220;La Visita&#8221; พร้อมกับเรื่องเล่าชั้นที่2.. เรื่องเล่าของ &#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; ที่มี &#8216;เอนริเก้&#8217; ปรากฏ..
เรื่องราวของ &#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; ผู้กลับมาแก้แค้น.. ความปวดร้าวในวัยเด็ก.. ที่ทับกันพอดีกับชีวิตของ เอนริเก้ และ อิกนาซิโอ้..
ชีวิตที่ถูกทำร้ายโดย &#8216;บาทหลวงมาโนโล&#8217;..
&#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; ในนิยาย นำ &#8216;La Visita&#8217; ไปให้บาทหลวงมาโนโล อ่าน.. เช่นเดียวกับ อิกนาซิโอ้ที่นำ &#8220;La Visita&#8221; ไปให้(อดีต)บาทหลวงมาโนโลอ่าน..
โอ้..ช่างเป็นศิลปะดีแท้..
&#8230;
บาทหลวงมาโนโล ทำลายชีวิตรักของเด็กชายสองคน, เอนริเก้ และ อิกนาซิโอ้, เพราะสิ่งที่ตัวเขาเรียกว่าความรัก และความใคร่..
การกระทำและเหตุการณ์เมื่อเกิดขึ้น.. แล้วก็ผ่านไป..
แต่ความทรงจำยังคงเต็มเปี่ยม.. เปี่ยมไปด้วยความขมขื่น..
แล้วเวลาก็ผ่านไป..
&#8230;
เอนริเก้ มารู้ว่าที่แท้แล้วคนรักของเขา, [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=11&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>[เผยแพร่อีกแห่งหนึ่งในชื่อ <a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ID=8928&amp;Key=HilightNews" target="_blank">"เรื่องเล่าบนความสัมพันธ์ของชายหลายคน.."</a> ที่ prachatai weekend 21/7/2550]</p>
<p>เรื่องราวที่ซ้อนทับ.. การซ้อนทับของเรื่องเล่า..</p>
<p>เรื่องเล่าบนความสัมพันธ์ของชายหลายคน..</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ชายผู้หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า อิกนาซิโอ้ เดินเข้ามาพบกับ เอนริเก้, ผู้กำกับซึ่งกำลังคิดพล๊อตหนังเรื่องใหม่, โดยบอกว่าเขาคือเพื่อนเก่าในวันวาน.. เอนริเก้นึกถึงรักแรกในวัยเด็กของเขา.. โอ้.. &#8220;อิกนาซิโอ้&#8221;</p>
<p>ชายผู้นั้นนำนิยายมาเรื่องหนึ่ง &#8220;La Visita&#8221;(ผู้มาเยือน) เรื่องราววัยเด็กของพวกเขา..</p>
<p>เอนริเก้ อ่าน &#8220;La Visita&#8221; พร้อมกับเรื่องเล่าชั้นที่2.. เรื่องเล่าของ &#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; ที่มี &#8216;เอนริเก้&#8217; ปรากฏ..</p>
<p>เรื่องราวของ &#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; ผู้กลับมาแก้แค้น.. ความปวดร้าวในวัยเด็ก.. ที่ทับกันพอดีกับชีวิตของ เอนริเก้ และ อิกนาซิโอ้..</p>
<p>ชีวิตที่ถูกทำร้ายโดย &#8216;บาทหลวงมาโนโล&#8217;..<span id="more-11"></span></p>
<p>&#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; ในนิยาย นำ &#8216;La Visita&#8217; ไปให้บาทหลวงมาโนโล อ่าน.. เช่นเดียวกับ อิกนาซิโอ้ที่นำ &#8220;La Visita&#8221; ไปให้(อดีต)บาทหลวงมาโนโลอ่าน..</p>
<p>โอ้..ช่างเป็นศิลปะดีแท้..</p>
<p>&#8230;</p>
<p>บาทหลวงมาโนโล ทำลายชีวิตรักของเด็กชายสองคน, เอนริเก้ และ อิกนาซิโอ้, เพราะสิ่งที่ตัวเขาเรียกว่าความรัก และความใคร่..</p>
<p>การกระทำและเหตุการณ์เมื่อเกิดขึ้น.. แล้วก็ผ่านไป..</p>
<p>แต่ความทรงจำยังคงเต็มเปี่ยม.. เปี่ยมไปด้วยความขมขื่น..</p>
<p>แล้วเวลาก็ผ่านไป..</p>
<p>&#8230;</p>
<p>เอนริเก้ มารู้ว่าที่แท้แล้วคนรักของเขา, อิกนาซิโอ้, นั้นตายไปแล้ว.. ด้วยความเกี่ยวข้องกับ(อดีต)บาทหลวงมาโนโล.. ผู้ซึ่งเคย&#8221;ฆ่า&#8221;อิกนาซิโอ้ไปครั้งหนึ่งเมื่อวัยเด็ก..</p>
<p>ขณะที่ ชายคนที่ใช้ชื่อ อิกนาซิโอ้ นั้นคือ ฮวน.. น้องชายของอิกนาซิโอ้ ต่างหาก..</p>
<p>&#8230;</p>
<p>(อดีต)บาทหลวงมาโนโล ปรากฏตัวขึ้น พร้อมๆกับฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ของเิอนริเก้ ในฉากที่ ฮวนผู้ที่เรียกตัวเองว่าอิกนาซิโอ้, นักแสดงในบท &#8216;อิกนาซิโอ้&#8217; กำลังจะโดน &#8220;ฆ่า&#8221; โดย บาทหลวงมาโนโล..</p>
<p>โอ้.. ศิลปะ..</p>
<p>&#8230;</p>
<p>หนังที่เต็มไปด้วย ความรัก ความใคร่ ความขัดแย้ง การหักหลัง การโกหก อารมณ์ สายตา ท่าทาง เหงื่อไคล เสียงโหยหวน เสียงร้องอันไพเราะ ความใสซื่อ ยาเสพย์ติด กระเทย คริสต์ศาสนา ภาพยนตร์ ฯลฯ</p>
<p>ทุกสิ่งทุกอย่างต่างปรากฏอยู่ในเรื่องเล่า &#8220;สามเรื่องเดียวกัน&#8221; ปรากฏอย่างเ่ด่นชัด.. เจิดจ้า.. ช่างชัดเจนเหลือเกิน..  ชัดเจน.. แจ่มแจ้ง..จนอาจไม่แน่ใจ..</p>
<p>&#8230;</p>
<p>การศึกษาอาจไม่เลวร้าย.. แต่องค์ประกอบหรือสิ่งแวดล้อมในการศึกษาอาจเลวร้ายกว่า..</p>
<p>การศึกษาอาจหล่อหลอมคน.. แต่ประสบการณ์ชีวิตอาจหล่อหลอมได้มากกว่า..</p>
<p>กับประสบการณ์อันแสนเลวร้ายที่ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความแตกสลาย..</p>
<p>แต่ละคนอาจมีทางเลือกต่างกันไป.. เลือกที่จะสร้างอนาคตต่างกันไป..</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/madmon.wordpress.com/11/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/madmon.wordpress.com/11/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/11/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=11&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2007/04/23/badeducation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เหตุผลที่ไม่ควร &#8220;เสียความบริสุทธิ์&#8221;</title>
		<link>http://madmon.wordpress.com/2007/03/22/fk/</link>
		<comments>http://madmon.wordpress.com/2007/03/22/fk/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Mar 2007 05:50:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ..]]></category>

		<guid isPermaLink="false"></guid>
		<description><![CDATA[เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมจึงก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างกัน มนุษย์ได้สร้าง &#8220;ภาษา&#8221; ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร การ &#8220;นิยาม&#8221; จึงเกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถรับรู้ และเข้าใจภาษาให้ตรงกัน และในความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการให้ภาษาในการสื่อสารได้ ภาษาจึงกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีพลังทั้งในด้านการสร้างสรรค์และการทำลาย
มนุษย์ใช้ภาษาด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆกัน สิ่งที่เราพบอย่างหนึ่งคือเมื่อข้อความใดๆได้ถูกผลิตขึ้นซ้ำๆก็สามารถเกิดเป็นกรอบความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม จนสามารถตีกรอบหรือจำกัดความรู้สึกและการกระทำของมนุษย์ได้ เมื่อเราพบว่าภาษาเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เราจึงควรมีการตั้งคำถามกับสิ่งที่เราได้รับรู้ หรือสิ่งที่เรา(ถูกทำให้)เชื่อจากอำนาจของภาษา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าภาษาได้สร้างกรอบความคิดของคนไทยเกี่ยวกับ &#8220;sex&#8221;คือ เรื่อง &#8220;การเสียความบริสุทธิ์&#8221; เพราะ เมื่อนึกถึงความบริสุทธิ์ เรามักนึกถึงความดี หรือความงาม &#8220;ความบริสุทธิ์&#8221; จึงเป็นสิ่ง &#8220;ดี&#8221; ที่ควรปรารถนา การมีเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้ &#8220;ไม่บริสุทธิ์&#8221; จึงกลายเป็น &#8220;สิ่งชั่วร้าย&#8221; ไปในทันที และเมื่อประกอบกับคำว่า &#8220;เสีย&#8221; ซึ่งเป็นคำที่ให้ภาพในแง่ลบ ก็ยิ่งทำให้เพศสัมพันธ์ยิ่งกลายเป็นสิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก
ผู้หญิงที่ครองตัวให้บริสุทธิ์จึงกลายเป็น &#8220;คนดี&#8221; และจะคงความ &#8220;ดีงาม&#8221; นั้นไว้ตราบที่ไม่มีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ผู้หญิงที่มีความรู้สึกทางเพศกลับกลายเป็น &#8220;คนไม่ดี&#8221;
ด้วยความคิดแบบนี้จึงเป็นการทำให้ผู้หญิงที่มีความรู้สึกทางเพศ &#8220;ตาย&#8221; ไปจากโลกของความเป็นจริง สร้างให้ &#8220;ผู้หญิงที่ดี&#8221; ต้อง &#8220;ไร้ความรู้สึกทางเพศ&#8221; และ &#8220;ความรักที่ดี&#8221; ต้องไม่มีเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้อง
มนุษย์จึง &#8220;ถูกตอน&#8221; จากกรอบความคิดที่เกิดจากอำนาจของภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ควร(ใช้คำว่า) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=1&subd=madmon&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมจึงก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างกัน มนุษย์ได้สร้าง &#8220;ภาษา&#8221; ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร การ &#8220;นิยาม&#8221; จึงเกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถรับรู้ และเข้าใจภาษาให้ตรงกัน และในความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการให้ภาษาในการสื่อสารได้ ภาษาจึงกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีพลังทั้งในด้านการสร้างสรรค์และการทำลาย</p>
<p>มนุษย์ใช้ภาษาด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆกัน สิ่งที่เราพบอย่างหนึ่งคือเมื่อข้อความใดๆได้ถูกผลิตขึ้นซ้ำๆก็สามารถเกิดเป็นกรอบความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม จนสามารถตีกรอบหรือจำกัดความรู้สึกและการกระทำของมนุษย์ได้ เมื่อเราพบว่าภาษาเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง เราจึงควรมีการตั้งคำถามกับสิ่งที่เราได้รับรู้ หรือสิ่งที่เรา(ถูกทำให้)เชื่อจากอำนาจของภาษา</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าภาษาได้สร้างกรอบความคิดของคนไทยเกี่ยวกับ &#8220;sex&#8221;คือ เรื่อง &#8220;การเสียความบริสุทธิ์&#8221; เพราะ เมื่อนึกถึงความบริสุทธิ์ เรามักนึกถึงความดี หรือความงาม &#8220;ความบริสุทธิ์&#8221; จึงเป็นสิ่ง &#8220;ดี&#8221; ที่ควรปรารถนา การมีเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้ &#8220;ไม่บริสุทธิ์&#8221; จึงกลายเป็น &#8220;สิ่งชั่วร้าย&#8221; ไปในทันที และเมื่อประกอบกับคำว่า &#8220;เสีย&#8221; ซึ่งเป็นคำที่ให้ภาพในแง่ลบ ก็ยิ่งทำให้เพศสัมพันธ์ยิ่งกลายเป็นสิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก</p>
<p>ผู้หญิงที่ครองตัวให้บริสุทธิ์จึงกลายเป็น &#8220;คนดี&#8221; และจะคงความ &#8220;ดีงาม&#8221; นั้นไว้ตราบที่ไม่มีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ผู้หญิงที่มีความรู้สึกทางเพศกลับกลายเป็น &#8220;คนไม่ดี&#8221;</p>
<p>ด้วยความคิดแบบนี้จึงเป็นการทำให้ผู้หญิงที่มีความรู้สึกทางเพศ &#8220;ตาย&#8221; ไปจากโลกของความเป็นจริง สร้างให้ &#8220;ผู้หญิงที่ดี&#8221; ต้อง &#8220;ไร้ความรู้สึกทางเพศ&#8221; และ &#8220;ความรักที่ดี&#8221; ต้องไม่มีเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้อง</p>
<p>มนุษย์จึง &#8220;ถูกตอน&#8221; จากกรอบความคิดที่เกิดจากอำนาจของภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ควร(ใช้คำว่า) &#8220;เสียความบริสุทธิ์&#8221;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/madmon.wordpress.com/1/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/madmon.wordpress.com/1/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/madmon.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/madmon.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/madmon.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/madmon.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/madmon.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/madmon.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/madmon.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/madmon.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/madmon.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/madmon.wordpress.com/1/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=madmon.wordpress.com&blog=902196&post=1&subd=madmon&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://madmon.wordpress.com/2007/03/22/fk/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/07a4acf19ec6e5bffe0d87220712de53?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">themadmon</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>